โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อย่าเชื่อโดยขาดการพิจารณาด้วยปัญญา เนื้อหาบางส่วนเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าบทความ ขอสงวนสิทธิในการเผยแผ่ต่อ โปรดเคารพต่อสิทธิของเจ้าของบทความ

ประนีประนอม

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยเลยคือ การเหมารวมว่าการปฏิบัติทุกอย่างจะไปเจอกันในท้ายที่สุด และคำเปรียบเปรยที่ได้ยินบ่อยที่สุดอันหนึ่งคือ การขึ้นสู่ยอดเขาไม่ว่าจะขึ้นมาจากทางไหนมันจะไปเจอกันที่ยอดเขาได้ทั้งนั้น คนที่พูดอย่างนั้นเพราะภูเขาในความคิดเค้าเป็นอะไรประมาณภาพนี้




ในความเป็นจริงภูเขามันตั้งเดี่ยวๆเป็นลูก มียอดแหลมอันเดี่ยวเด่ๆขึ้นไปเหมือนภาพข้างบนหรือเปล่า ในทัศนะของผม ธรรม ไม่ใช่ของกระจอกที่จะเอาไปเทียบได้กับภูเขาเพียงลูกเดียว แต่มันเป็นลักษณะการรวมกันของเขาหลายๆลูก มันมียอดเขาสูงไม่รู้กี่อัน บางอันมองจากข้างล่างมันดูสูงพอพอกัน แต่พอขึ้นไปยืนอยู่ตรงนั้นจริง มันสูงไม่เท่ากัน




ปัญหาที่ผมสังเกตได้ทุกวันนี้คือ ผู้ที่ตั้งตนเป็นอาจารย์ทั้งหลายยืนอยู่บนยอดเขาคนละยอด และในมุมมองของศิษย์แต่ละคนมองว่ายอดเขาอันนั้นๆสูงที่สุดแล้ว ผู้ที่อยู่บนยอดหรือพูดง่ายๆว่าบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย หากไม่หลงตนจนเกินไปนั้น จะต้องมองออกว่าพวกเค้าไม่ได้อยู่บนยอดเดียวกัน และหากมีปัญญาเพียงพอย่อมต้องมองออกอีกด้วยว่า ยังมียอดเขาอื่นที่สูงกว่ายอดที่ตนอยู่ พวกคุณไปลองขึ้นเขาดูก็ได้เมื่อคุณอยู่บนยอดเขาซักอันที่มันไม่สูงที่สุด คุณจะรู้ว่ายอดเขาที่คุณเหยียบอยู่นั้นยังไม่ใช่ที่สุด แต่ส่วนใหญ่คนที่ยืนบนยอดมักลงจากยอดเขาไม่ได้ เพราะทิฐิและแววตาของบรรดาลูกศิษย์ของตนนั่นเองที่ขวางไว้



คุณมองภาพด้านบนนี้แล้วพิสูจน์ให้ประจักษ์ตามคำกล่าวได้ไหมว่า ท้ายที่สุดมันจะมาเจอกันที่ยอด คุณลองปล่อยคน 10 คน ที่ตีนเขาแต่ละด้าน ใครในพวกคุณมั่นใจบ้างว่า ท้ายที่สุดทั้งสิบคนต่างคนต่างปีนด้วยวิธีของตน จะมาเจอกันที่ตำแหน่งเดียวกันบนยอดสูงสุด มันเริ่มตั้งแต่เลือกยอดที่จะขึ้นแล้ว ไหนจะเส้นทางที่ใช้ มันไม่ใช่ว่าเดินขึ้นไปที่ยอดซักอัน พอรู้ว่าไม่ใช่อันที่สูงสุดก็เดินลงเพื่อไปยอดอื่นแบบนั้น ถ้าคุณเลือกยอดผิดคุณไม่เพียงเสียเวลาแต่ยังเสี่ยงตายผิดที่อีกด้วย เพราะการขึ้นเขาแต่ละยอดใช้เวลาเป็นปีๆ


ผมไม่ทราบว่าพวกคุณเคยเดินเขากันจริงๆหรือไม่ ตอนที่ผมอยู่ต่างประเทศผมเดินบ่อยๆกับเพื่อน สิ่งที่ผมพบจากความเป็นจริงคือ เมื่อผมอยู่ในเส้นทางเดินเขา ผมไม่สามารถเห็นยอดเขาได้เลย ผมเห็นแต่ต้นไม้ ท้องฟ้า สัตว์ป่า พื้นด้านล่าง เก้าอี้ให้นั่งพัก จุดชมวิว ที่สักการะเยซุส ยอดเขาอยู่ทางไหนกัน ถ้าไม่มีถนนคงเดินปีนป่ายสะเปะสะปะแน่ วิธีที่คุณใช้ฝึกนั้นทำให้คุณมั่นใจหรือเปล่าว่า ทางที่คุณเดินมันทอดตัวไปที่ยอดได้จริง คุณเห็นเป็นทางเดินไปชัดๆแบบมั่นใจว่าต้องถึงแน่ๆหรือเปล่า ถ้าคุณยังไม่เห็นเป็นทางที่มั่นใจอย่างนี้ เรื่องวิปัสสนาไม่ต้องมาพูดหรอก



ผมมองว่าปัญหาของแนวทางการสอนอันเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า สายยุบหนอ สายเคลื่อนไหว สายอานา สายดูจิต หรือสุดแท้แต่เรียกตามชื่ออาจารย์มีมานานแล้ว และด้วยความคลุมเครือต่อผลของมันว่าแท้จริงแล้ววิธีแต่ละแบบมันนำไปสู่อะไร จึงเกิดอุบายเพื่อประนีประนอมขึ้นมาว่า จงฝึกตามแต่จริต ถูกจริตอันไหนให้ฝึกอันนั้น

และนี่คือต้นกำเนิดของการทะเลาะวิวาทของบรรดาศิษย์แต่ละสายในทุกวันนี้ ซึ่งพิสูจน์ได้ตามเว็บไซด์ธรรมะที่เปิดให้สนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นทั่วๆไป เพราะผู้ที่ทำท่าทีว่าเป็นผู้รู้ของแต่ละสายทั้งหลายเห็นไม่ตรงกันและนำไปสู่การทะเลาะหมางใจกันเอง และทางออกที่เหมือนจะเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวก็คือ จับมันไปเทียบกับตำราซะก็สิ้นเรื่อง ตำราว่าไว้ตามคำสอนศาสดาเด๊ะๆ เถียงกันทำไม

ปัญหาระลอกสองก็ตามมาคือ ตีความไม่ตรงกันหรือหยิบคนละบรรทัดมาเถียงกัน ใครหลักฐานแน่นกว่าคนนั้นเชื่อถือได้ แต่หากมองย้อนกลับลงไปที่ตัวคน ที่ดูเหมือนจะเชื่อถือได้ ทำไมเค้าถึงมีนิสัยแย่ล่ะ ทำไมทำไม่ได้อย่างที่สอนคนอื่นล่ะ อ่านแต่ตำราหรือเปล่า เก่งแต่ท่องหรือเปล่า ใบลานเปล่าละมั้ง



โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อว่า ธรรม เป็นเรื่องของการประนีประนอม มันเป็นเรื่องของความจริง มันเป็นอย่างที่มันเป็น สมัยก่อนมีบางคนบอกว่าโลกนี้กลม คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่หรอกมันแบน มันใช้การประนีประนอมได้หรือไม่ว่า งั้นก็ให้มันกลมๆแบนๆผสมกันดีมั๊ยเจอคนละครึ่งทางเราจะได้อยู่กันอย่างสันติ สอนคนรุ่นต่อไปว่าโลกเรามันก็กลมๆแบนๆแบบนี้ล่ะ มีแต่คนโง่เง่าถูกหลอกง่ายๆเท่านั้นล่ะ ที่จะยอมรับข้อตกลงเพี้ยนๆนี้โดยไม่พิสูจน์อะไรเลย

ไม่ว่าเราจะตัดสินอย่างไรในฐานะมนุษย์ ดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่นี่ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันไม่สนหรอกว่ามนุษย์ตกลงกันไว้ว่าจะให้มันแบนหรือกลม การเข้าถึงสัจธรรมก็แบบเดียวกัน มันจึงจำเป็นต้องมีผู้รู้จริงเอาไว้สอนเอาไว้ชี้ทาง ไม่อย่างนั้นตถาคตจะมีประโยชน์อะไร ถ้าปฏิบัติแบบไหนก็ได้ตามแต่จริต สุดท้ายมันก็ต้องบรรลุธรรมเหมือนกันหมดทุกคนมิถูกหรือ ความเป็นจริงมันก็สะท้อนอยู่แล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดในทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ในเมื่อธรรมแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน ทำไมอาจารย์ต่างๆสอนไม่เหมือนกันล่ะ เหตุผลง่ายๆก็คือ พวกเค้ารู้ไม่เท่ากัน รู้ไปคนละเรื่อง และสอนได้เท่าที่รู้ เรื่องเพี้ยนๆต่อมาก็คือ คำสอนที่ต่างกันนั้นถูกสโคปใหญ่บังคับไว้ว่า มันคือธรรมะของพระพุทธเจ้าคนเดียวกัน

ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่เล็งยอดเขาที่หลวงพ่อเทียนเหยียบอยู่ ผมยังไม่เคยได้ยินคำสอนไหนของเค้า ที่ประนีประนอมเข้าหลอมรวมเป็นคำสอนกับอาจารย์คนอื่นๆเลย

เค้าสอนให้ลืมตาฝึก ไม่เคยได้ยินว่า หลับมั่งลืมมั่งก็ได้แล้วแต่ถนัด
เค้าสอนให้เคลื่อนไหว ไม่เคยได้ยินว่า เคลื่อนมั่งนิ่งมั่งก็ได้แล้วแต่ถนัด
เค้าสอนให้รู้สึกตัว ไม่เคยได้ยินว่า ถ้าไม่ก้าวหน้าให้ใช้ อานาปานสติช่วย หรือให้ใช้ยุบหนอพองหนอเข้าช่วย
เค้าสอนให้รู้สึกตัว ไม่เคยได้ยินว่า ให้ฝึกฐานกายก่อนแล้วขยับไปเวทนาแล้วขยับไปจิตแล้วขยับไปธรรม
เค้าสอนให้รู้สึกตัว ไม่เคยได้ยินว่า กายเป็นเพียงฐานให้รู้จักจิต ถ้าเห็นจิตแล้วข้ามกายไปดูจิตอย่างเดียวก็ได้
เค้าสอนให้เท่าทันความคิด ไม่เคยได้ยินว่า ถ้าฟุ้งซ่านให้ใช้ดูลมพุทโธให้สงบระยะหนึ่งก่อน เมื่อสงบแล้วจึงค่อยมาฝึกรู้สึกตัว
เค้าสอนให้ออกจากความคิด ไม่เคยได้ยินว่า ให้ใช้ความคิดพิจารณาธรรมะ เปิดตำราเทียบเคียงความถูกต้อง
เค้าสอนให้เจริญสติอยู่ทุกขณะ ไม่เคยได้ยินว่า ง่วงเหนื่อยมากให้หยุดพัก เอาทำสบายๆเป็นเกณฑ์

สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยได้ยินจากคำสอนที่ผมฟังจากเทปมาเป็นร้อยๆรอบ แต่กลับได้ยินมาตลอดจากลูกศิษย์ที่อ้างว่าฝึกตามแนวทางของท่าน ผมอาจจะฟังไม่ถูกต้องเองก็เป็นได้ แต่จากที่ผมสังเกตการสอนของหลวงพ่อเทียน เค้าไม่ใช่ลักษณะของการประนีประนอมหรือพยายามจะรวมสายที่แตกแยกเป็นหนึ่ง ธรรมที่ท่านสอน สอนเพียงสิ่งที่ท่านเข้าใจจากตัวเองที่ได้พิสูจน์แล้วเท่านั้น ไม่มีการอ้างอิงเอาวิธีสายอื่นๆมาช่วยต่อยอดอะไรทั้งนั้น วิธีที่เค้าสอนมันไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยตัวมันเอง

จากการที่ผมได้สนทนากับคนหลายคนที่ฝึกสายเดียวกันหรือต่างสาย ความจริงที่ผมพบก็คือ ผมเข้าใจไม่เหมือนพวกเค้า พวกเค้าเข้าใจไม่เหมือนผม พวกเราประสบและพบเจอความเข้าใจคนละอย่าง ใครๆก็ว่าของตัวเองถูก เพราะฉะนั้นถ้าคุณเห็นว่าสิ่งที่ผมเขียนเป็นเรื่องเหลวไหลและห่างไกลจากการไปพ้นจากทุกข์ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเสียเวลาอ่าน ผมพูดตรงๆเลยนะผมไม่ง้อเลยครับ ในเมื่อผมเองก็ทำอย่างเดียวกัน ผมไม่เสียเวลาอ่านอะไรที่ผมเห็นว่าห่างไกลจากการรู้จักตัวเอง และสิ่งที่ผมใช้เลือกว่าคำสอนไหนผิดหรือถูกคือ ลงมือพิสูจน์และสังเกตตัวผู้สอนว่าทำได้อย่างที่สอนหรือเปล่า พวกที่เก่งพูดคือ ตัวเลือกแรกที่ผมจะตัดออกบัญชีรายชื่อ ผมจับตาดูพวกเก่งทำก่อน

สำหรับคนที่ฝึกแล้วเข้าใจไปคนละแบบกับผม พวกเค้าจะไปประสบพบเห็นอะไรนั้นผมไม่ทราบและผมไม่กระหายอยากรู้แม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อเราได้เผชิญหน้ากันเราจะรู้ได้เองว่า เราเข้าใจไม่เหมือนกัน คุณไม่มีทางที่จะมาตรงจุดผม และผมจะไม่มีวันหวนไปเจอคุณ เหมือนมันเลือกเทือกเดียวกันแต่เล็งคนละยอดเขานั่นเอง



ผมจะเขียนอะไรต่ออีกซักนิดเพราะเนื้อหามันใกล้กัน และระหว่างนี้ผมอาจจะไม่มีเวลาอัพเดทบทความ พวกคุณไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาเข้ามาเยี่ยมในช่วงนี้ ผมไม่ได้ปลื้มนักหรอกที่ตัวเลขคนเข้าชมบล็อกมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมเพียงใช้มันเช็คว่า ยังมีคนที่กลับมาอ่านอยู่เท่านั้น จะให้บอกกี่ครั้งก็ได้ผมไม่สนคนอ่าน ผมสนคนทำ





ความเหมือนกัน เจอเหมือนกัน ปีนเขายอดเดียวกันนี้ ผมขอนำเรื่องของคุณพ่อผมมาเล่าให้ฟัง

ผมไม่ค่อยสอนอะไรคุณพ่อผมมากนัก ผมมักจะถามเค้าเพียงแค่ว่า รู้สึกตัวไหม รู้สึกชัดไหม เค้ามักตอบว่า รู้สิ ยกมือมันก็ต้องรู้อยู่แล้ว ต่อมาเค้าคงสงสัยว่า รู้สึกตัวแล้วจะให้รู้สึกอะไรอีก ทำไมผมถามซ้ำๆอยู่แค่คำถามเดียวมาเป็นปีปี ถ้ามันพอจะก้าวหน้ามันต้องถามคำถามอื่นบ้างซิ

ผมเริ่มด้วยการให้เค้า ตอบว่าความรู้สึกตัวที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม แม้ว่าเราจะไม่เคลื่อนเราก็รู้สึก เค้าบอกว่า ที่มัน ชาๆ ใช่ไหม ( ซึ่งคำพูดนี้ไปตรงกับคำพูดของน้องชายของผมอีกคนที่ผมแนะอยู่ เค้าจะพูดเลยว่า ความรู้สึกที่มันชาๆเฉยๆนี่ใช่ไหม สองคนนี้จับตัวเดียวกันได้แต่เค้าทั้งคู่ไม่มั่นใจว่ามันจะนำไปสู่อะไร ผมจึงบอกว่า ไม่ต้องสนใจว่ามันจะเรียกว่า ชาๆ หรือเฉยๆ เพราะบางคนอาจจะไม่พูดออกมาแบบนี้ ให้จับสังเกตความรู้สึกตัวที่ไม่ว่า จะเคลื่อนหรือหยุด ความรู้สึกตัวนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นน้องผมติดอารมณ์ง่วง ผมแอบเห็นนั่งคอพับอยู่ในกุฏ ตอนนั่งในศาลาก็เห็นวูบๆ ผมรู้ว่าถึงจุดที่ต้องเข้าแล้ว ผมบอกเค้าว่า ให้ทำช้าๆแบบนี้แบบนี้นะ สองชั่วโมงผ่านไปบอกว่า หายง่วงแล้ว จากนั้นก็ฝึกแบบแทบจะไม่หยุดอีกเลย เค้าถามผมว่ารู้ได้ยังไงว่า ความรู้สึกตัวอันนี้นั้นมีอยู่ เรื่องง่ายๆก็สังเกตเอานะซิผมว่าอย่างนั้น )

กลับมาที่คุณพ่อผมนะครับ เค้าค่อยๆเริ่มฝึกใหม่ เหมือนกับจะหาว่า ไอ้ความรู้สึกตัวที่ผมถามซ้ำซากอยู่นั่น มันใช่ตัวเดียวกับที่เค้ากำลังรู้สึกรึเปล่า เค้าเริ่มเอะใจจึงเริ่มวางเวลาฝึกเป็นระบบ ใช้เวลาก่อนนอนสองถึงสามชั่วโมง ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เค้าโทรหาผม บอกว่า รู้สึกตัวดีมาก มันชัดเจนมาก พ่อว่าแต่ก่อนพ่อยังรู้สึกตัวไม่จริงนะ ตอนนี้เลยเคลื่อนไหวซ้ำไปซ้ำมา ทีละจังหวะซ้ำๆอยู่อย่างนั้น อย่างพลิกมือนี่พลิกอยู่อย่างเดียวนี่ล่ะยี่สิบครั้ง แล้วค่อยยกมือขึ้นอีกยี่สิบครั้ง เอาให้มันรู้สึกจริงๆไปเลย มันถูกไหมแบบนี้ ผมไม่ได้ตอบอะไรมาก นอกจากบอกให้ทำอย่างนั้นล่ะต่อไป แต่ผมรู้ทันทีสัญญาณแรกมาแล้ว

วันต่อมาเค้าโทรหาอีกบอกว่า ตอนนี้เค้าเคลื่อนไหวช้ามากๆ คนอื่นเห็นต้องรำคาญแน่ ที่ต้องทำอย่างนั้นเพื่อให้มันรู้สึกชัดจริงๆ พ่อว่าพ่อยังอ่อนเลยคิดได้ว่า น่าจะกลับมาเคลื่อนไหวให้มันช้าๆหน่อย เราจะได้จับความรู้สึกตัวได้ชัดๆ เรายังไม่เก่งน่าจะเอาฐานให้แน่นก่อน ผมคิดในใจสัญญาณที่สองออกมาแล้ว เค้าเล่าต่อว่า แต่ก่อนที่เราว่าเรารู้สึกตัวนั่นมันรู้สึกก็จริง แต่เป็นความรู้สึกตัวระดับผิวสัมผัส ยกมือไปมามันก็แค่วูบๆ จะมารู้สึกแค่ตอนหยุด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่นะ มันรู้เข้าไปยันข้างในเนื้อเลย จะเคลื่อนจะหยุดก็รู้สึกแบบนี้ พอมาจับจุดนี้เข้าใจเลยว่า ทำไมถามซ้ำๆอยู่ได้ว่า รู้สึกชัดไหม เข้าใจเลยว่าความรู้สึกตัวที่เรารู้สึกเมื่อก่อน กับความรู้สึกอันนี้มันเป็นคนละตัวกัน

ตอนแรกมันรู้ที่มือขวาก่อนตอนช่วงที่กำลังจะวางลงบนเข่า ด้วยความที่เราเคลื่อนไหวช้าๆนี่ล่ะ เราถึงจับมันได้ พอเราจับมันได้ มันก็ลามไปที่แขน ไปที่ไหล่ ไล่ลงไปทั้งตัวก็ง่ายแล้ว ระหว่างฝึกหน้ามันเต้นวุบๆเหมือนตอนกินเหล้า ตอนนอนก็ตื่นบ่อยมากนึกว่าเช้าแล้ว คืนนึงตื่นขึ้นมาซักสี่รอบได้มั้ง ถ้าให้เปรียบเหมือนรูปพระพุทธเจ้าที่แปะอยู่ในห้องพระนั่นล่ะ ที่มีแสงออกมาจากตัว แต่พ่อไม่มีแสงออกมาจากตัวนะ ความรู้สึกตัวข้างในที่มันเกิดมันเป็นอย่างนั้น ( ผมแปลกใจมากเพราะนี่คือคำพูดเดียวกับที่ผมบอกตัวเองตอนที่ผมอยู่ตรงจุดนี้ ) ผมเลยบอกว่า มันเหมือนหลอดไฟที่สว่างอยู่ใช่ไหม เค้าบอกว่า อืม เป็นอย่างนั้นใช่เลย

ผมจึงบอกว่า เคล็ดในการผ่านจุดนั้น คือ รู้สึกตัวให้ชัดด้วยการเคลื่อนไหวช้าๆ ตัวนี้จะไปแก้ทั้งการปวดเมื่อยและความง่วง เค้าจึงถามว่า แล้วทำไมไม่บอกแต่แรกเล่า ว่าให้ทำช้าๆ ผมจึงว่า เพราะคนเราจะจำมันได้ฝังใจไปจนตายกับอะไรก็ตามที่เรารู้ขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องมีคนบอกนะสิ

ผมเองก็เคยติดจุดนี้ แล้วก็เจอทางแก้แบบเดียวกันนี่ โดยไม่ต้องมีคนมาบอก ต่อไปเวลาเราจะสอนใคร เราจะมั่นใจ เพราะเราผ่านมาได้จริง และคนที่ผ่านมาก็จะใช้วิธีที่เหมือนกับเราด้วย ประการต่อมาถ้าเราผ่านได้ด้วยตัวเอง เราจะมีกำลังใจในการฝึกต่อไป เราจะรู้ว่าเราไปต่อได้

พอคนเราเห็นพัฒนาการตัวเอง ก็เลยฝึกต่อเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ แต่ถ้าถามว่าพ่อรู้อะไรมั่ง พ่อไม่รู้อะไรเลยนะ ก็เราบอกแค่ว่า ให้รู้สึกตัวอย่างเดียวแค่นั้นไม่ใช่เหรอ รูปนาม ขันธ์ห้า ไตรลักษณ์ ปรมัตถ์ อะไรพ่อไม่รู้หรอก พ่อไม่รู้คำศัพท์ พ่อจะเอาแค่รู้สึกตัวล้วนๆให้มันชัดๆนี่ล่ะ

ผมก็เลยบอกว่าเลื่อนระดับมาได้ขั้นนึง คนร้อยคนฝึกจะมาถึงจุดนี้ได้ 70-80 คน พ่อผมถามต่อว่าแล้วขั้นต่อไปล่ะ ผมเลยบอกว่าขั้นต่อไปอาจารย์ผมจากร้อยคนให้ 5 คน แต่ถ้าถามผมผมให้ 2 คน แล้วรู้ได้ไงว่าสิ่งที่พ่อพูดไม่ได้โกหก พ่ออาจจะไปเปิดเน็ตลอกเอาคำพูดจากใครมาตอบเราก็ได้ ไม่มีครูที่เก่งจริงคนไหนที่โดนศิษย์ตัวเองหลอกได้หรอกครับ ผมโม้ทับไปแบบนั้น ของแค่นี้มองออกง่ายมากว่าผ่านมาจริงหรือเปล่า การกระทำท่าทางมันฟ้อง มันไม่ใช่ความรู้ที่จะพล่ามอะไรออกมาก็ได้ แต่มันแสดงผ่านกิริยาท่าทาง เพราะนี่คือการเป็น




ขอให้วันนี้ของทุกคนสวยงามต่อไปครับ

เครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง

ผมฟังคำสอนจากหลวงพ่อเทียนมาตลอดว่า สมาธิ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างกลางคือความสงบ แต่ผมไม่เคยเข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยว่า อะไรคือความสงบ ผมพอจะทราบความหมายคร่าวๆจากการตีความตามตัวหนังสือว่า มันหมายถึงพวกที่นั่งหลับตาทำสมาธิดิ่งลึกลงในอารมณ์อันประณีตแล้วจมแช่กับอาการสุขลึกล้ำ การติดกับของอย่างนั้นคือ กิเลสอย่างกลาง ตอนนั้นผมเข้าใจอย่างนั้นนะครับ

แต่ในเมื่อผมไม่ได้ฝึกตนมาด้วยวิธีการเพื่อมุ่งเข้าหาความสงบประเภทนั้น ผมจะไปมีความสงบอันปราณีตเช่นนั้นได้อย่างไร มันหมายความว่าผมข้ามกิเลสอย่างกลางได้เลยหรือเปล่านะ นี่ผมเก่งขนาดนี้เชียว ผมคงเป็นชายผู้ไม่มีกิเลสอย่างกลาง ผมหัวเราะตัวเองแล้วบอกว่า งี่เง่า

ผมจึงเริ่มสังเกตตัวเองและถามตัวเองว่าอะไรคือความสงบกันแน่ และผมได้ทราบว่า เมื่อเราเจริญความรู้สึกตัวมากเข้าๆ ความรู้สึกตัวที่ตื่นขึ้นทั้งตัวจะไปกลบทับอาการทั้งหมด มันจะตื่นตัวอย่างเดียว และผมจะพอใจในอาการตื่นที่ไม่มีอะไรมารบกวนนั้น ในเมื่อมันเกิดบ่อยๆ ผมก็เข้าใจว่า ยิ่งฝึกเก่งเท่าไหร่มันต้องตื่นอยู่อย่างนี้ตลอดไป

เมื่อผมเข้าใจเรื่องของอารมณ์ และได้อ่านสิ่งที่ครูบาอาจารย์สายหลวงพ่อเทียนถ่ายทอดไว้ แม้แต่คำสอนของตัวท่านเอง ท่านกลับบอกว่า “ต้องให้มันเป็นอารมณ์” “ถ้าไม่มีอารมณ์นั่นแสดงว่าเราเขาไปติดความสงบแล้ว” “ต้องทวนอารมณ์” “วิปัสสนาเป็นเรื่องของอารมณ์” คำพูดพวกนี้สื่อถึงอะไรบางอย่างฟังผ่านๆเหมือนผมจะรู้ แต่ผมไม่เข้าใจ ผมไม่แตกฉานพอ

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจคำพูดพวกนี้อย่างแจ่มแจ้งไม่นานนี่เอง แม้ว่าการตื่นขึ้นทั้งตัวจะเกิดขึ้นบ่อยมากหรือถี่มาก แต่อาการของความคัน ความเมื่อย ความคิดก็ยังต้องเกิดตามปัจจัยที่มากระทบมัน มันจะคอยขึ้นมาเบียดทำลายความมั่นคงแนบแน่นของความรู้สึกตัวและสร้างความท้อถอยให้เกิดแก่ผู้ฝึก ของพวกนี้พัฒนาให้ไกลไปกว่านี้ไม่ได้เพราะธรรมชาติของขันธ์ห้าเป็นเช่นนั้นเอง จะห้ามไม่ให้รู้ไม่ได้ในเมื่อวิญญาณขันธ์เป็นหนึ่งในขันธ์ห้า

แต่การที่เราตั้งมั่นอยู่กับความรู้สึกตัวที่ล้วนๆโดยไม่หวั่นไหวต่ออาการใดใดของขันธ์ห้าอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก กลับทำให้ธรรมชาติแห่งความรู้สึกตัวล้วนๆแสดงความเป็นจริงออกมา นั่นคือ สิ่งนี้ไม่เปลี่ยนแปลงตามขันธ์ห้าแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เจ็บปวด เมื่อยล้า ร้อนจัด ความรู้สึกตัวล้วนๆไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย มันคงที่ของมันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ผมเข้าใจเดี๋ยวนั้นเลยว่าอะไรคือกิเลสอย่างกลาง และทำไมสมาธิคือเครื่องกำจัดมัน นอกจากนั้นมันยังรู้ไปถึงกิเลสอย่างละเอียดด้วย ผมมั่นใจมากด้วยว่า สติสัมปชัญญะที่ฝึกจนเต็มที่ถึงที่สุดแล้วนั้น จะรู้เป็นตลอดเวลา

( ผมเคยถามพระคนหนึ่งเค้ามาจากสายอื่นไม่ขอบอกนะครับว่าจากไหน ในสายตาผมเค้าพูดจาเลอะเทอะ ผมจึงถามเค้าว่า “จริงหรือครับที่ทุกอย่างนั้นตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์” เค้าบอกอย่างมั่นใจว่า “ใช่ทุกอย่าง” ผมจึงถามว่า “ตัวกฎไตรลักษณ์เองนั้นตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์หรือไม่” “ตัวธรรมะที่บอกว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมะข้อนี้เที่ยงหรือไม่” “ความตายนั้นเที่ยงหรือไม่” เค้าและบรรดาศิษย์หัวเราะในคำถามเพี้ยนๆของผมแล้วบอกว่าผมต้องกลับไปศึกษาเรื่องสมมติและปรมัตถ์ให้ดีก่อนแล้วค่อยมาถาม ผมจึงถามต่อว่า “ในเมื่อต้องแยกสมมตและปรมัตถ์ออกจากกันจะใช้คำว่าทุกอย่างได้อย่างไร” พวกคุณที่อ่านบทความนี้ลองหาคำตอบเอาเองนะครับ “สิ่งทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง แล้วความไม่เที่ยงมันเที่ยงหรือไม่” “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แล้วความไม่แน่นอนนั้นแน่นอนหรือไม่” สุดท้ายผมถามเค้าว่า “สติสัมปชัญญะที่ฝึกมาจนถึงที่สุดแล้วเที่ยงหรือไม่” เค้าบอกว่า “ไม่” ผมจึงหมดความสนใจในคนคนนี้ทันที )


กลับมาที่การฝึกนะครับ

พอผมเข้าใจตรงนี้ผมยิ่งบ้าระห่ำเข้าไปใหญ่ จิตใจมันไม่กลัวอุปสรรคในการฝึกอะไรเลย ขอให้ส่งกิเลสหรือความทุกข์ตัวขัดขวางที่เก่งที่สุดออกมาทีเถอะเพราะผมรู้ว่าผมจะผ่านได้ เคล็ดของมันไม่ได้อยู่ตรงการละทำลายอุปสรรค แต่อยู่ตรงการให้อุปสรรคเกิดขึ้นให้อารมณ์เกิดขึ้น แต่ความรู้สึกตัวล้วนๆที่ฝึกมาดีนั้นจะชัดเจนอยู่ตลอดเวลา มันเข้าไปขัดกระบวนการการเกิดของทุกข์ มันไปเข้าใจเรื่องการทำบุญให้ทานว่าทำยังไงถึงจะทำบุญได้ตลอดเวลา มันแหวกกุศลและอกุศลออกจากกันแล้วทะลวงผ่านช่องกลางระหว่างมันทั้งคู่ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมยอมรับตัวเองว่า เก่ง มีเพื่อนหลายคนเคยบอกว่า เออมึงเก่ง งานมึงดี มึงทำได้ไง กูชอบ แม้แต่อาจารย์ผมเค้าก็เคยชมว่า เราเก่งมากนะที่มาถึงจุดนี้ได้ แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เรายอมรับตัวเราได้เองแบบนี้

เมื่อก่อนนี้เมื่อมีความรู้สึกเกิดขึ้นมันจะวิ่งเข้าจับตัวที่หยาบก่อนเสมอ แต่คราวนี้มันวิ่งไปหาความรู้สึกที่ละเอียดกว่าด้วยปัญญาที่ฝึกมาอย่างดี เมื่อก่อนเราต้องปัดความคิดปัดวิญญาณขันธ์ออกเราจึงเจอความรู้สึกตัวล้วนๆ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องปัดเราก็เจอ ฐานของชีวิตไม่ใช่จิตอีกแล้วแต่เป็นความรู้สึกตัว เหมือนกับเมื่อก่อนเราแบมืออยู่ เราต้องคอยฝึกเพื่อให้มันคว่ำมือบ่อยๆให้ได้เพื่อให้มันเห็นอีกด้านหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเห็นทั้งหน้ามือและหลังมือพร้อมกัน ผมรู้จักว่า อะไรคือสภาวะเดินออกมานอกห้อง แต่ยังออกไม่ได้มันยังมีแรงดึงผมให้กลับไปอยู่ในห้อง

จากเดิมความอึดอัดใจจะเกิดขึ้นเมื่อผมเผชิญอุปสรรค แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสนุกกับอุปสรรคเพราะมันไม่มีทางแพ้ ธรรมชาติสร้างสิ่งนี้ให้เป็นผู้ชนะอย่างเดียว ความรู้สึกตัวล้วนๆมีอำนาจทำลายความทุกข์ยากของมนุษย์จากขันธ์ห้า แต่สิ่งที่เกิดจากขันธ์ห้าทำลายความรู้สึกตัวล้วนๆไม่ได้ กฎธรรมชาติของสิ่งนี้เป็นเช่นนั้น


มาถึงตรงที่ว่าอะไรคือความแตกต่างของวิญญาณขันธ์กับความรู้สึกตัวล้วนๆ เพราะความเข้าใจโดยทั่วไปมันหมายถึงรู้เหมือนกัน คำตอบก็แสนง่าย ความรู้สึกของวิญญาณขันธ์ไม่ต้องมีปัญญามันก็รู้สึกได้เอง เช่นความรู้สึกคัน ความรู้สึกรัก ความรู้สึกเมื่อย ความรู้สึกหิว ความรู้สึกเครียด ความรู้สึกท้อแท้ ของพวกนี้ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไรในการรู้ มันรู้ขึ้นได้เอง ความรู้สึกตัวล้วนๆกับความรู้สึกแบบวิญญาณในขันธ์ห้าจึงเป็นคนละตัวกัน


การอธิบายความเข้าใจในระดับนี้เป็นเรื่องยาก ถ้าเลือกได้ผมจะสอนวิธีทำมากกว่าที่จะมานั่งอธิบาย แม้มันจะยากในการเคี่ยวเข็ญคน แต่ง่ายกว่าการอธิบายด้วยคำพูด

บางคนสงสัยว่าผมสอนพ่อตัวเองได้อย่างไร พ่อผมไม่ได้โง่ เค้าหัวแข็งไม่เชื่ออะไรง่ายๆและประสบการณ์ชีวิตเยอะ พระเณรอะไรไม่สนใจธรรมะอะไรไม่ต้องมาพล่าม แต่ทำไมเค้าเชื่อฟังผมในเรื่องฝึกเจริญสติ นั่นเพราะว่า ผมวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ดร็อปเรียน จนเลิกเรียน จนขายบ้านช่อง เพื่ออะไร จุดมุ่งหมายมีเพียงอย่างเดียวคือ แสดงให้คุณพ่อเห็นว่า ผมลงทุนไปเพื่อเอาเวลาทั้งหมดในชีวิตมาฝึก ผมเอาจริงกับสิ่งนี้และสิ่งนี้ส่งผลกับผมจริง แล้วทำไมไม่บวชมันไปซะเลยล่ะ นั่นเพราะว่า การเป็นโยมแสดงออกให้คนใกล้ตัวเห็นได้ชัดมากกว่า ว่าคนที่จะไปจนสุดไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ธรรมที่แท้จริงไม่ได้มีไว้เพื่อพระ แต่มีไว้เพื่อทุกคนขอให้ฝึกให้ถูกวิธีให้ต่อเนื่องเท่านั้น

การเจริญสติไม่ใช่เรื่องของความสนุก เพราะมันจะขัดใจตัวเองในทุกเรื่อง มันต้องเป็นคนที่สนใจจริงๆเท่านั้น ถึงจะยอมเสียเวลามานั่งฝึกเพื่อขัดใจตัวเอง และต่อเมื่อสามารถในการเอาชนะใจตัวเองได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า คุณจะเข้าถึงความสนุกบางอย่าง คือ สนุกที่ได้คว่ำตัวเอง สนุกกับการได้เห็นว่าสิ่งที่คนทั่วไปบอกว่าทำไม่ได้หรอกขี้โม้ทั้งเพ มันไม่ใช่แค่ทำได้แต่กำลังเป็นอยู่นี่ไง





ขอให้วันนี้สวยงามต่อไปครับ

ความรู้สึกตัวอะไร

จริงๆแล้วผมควรจะเขียนเรื่องนี้ก่อนเรื่องใดใดในบล็อก เนื่องด้วยคำคำนี้เพียงคำเดียวอันเป็นแก่นทั้งหมดของการฝึกฝนเจริญสติ ในวงการกรรมฐานไม่เฉพาะในเมืองไทยแต่เป็นทั่วโลกเข้าใจตีความหมายของคำว่ารู้สึกตัวไม่เหมือนกัน

ถ้าคุณต้องการถามคำถามแบบปราบเซียน ให้ตั้งคำถามง่ายๆกับคนที่ต้องการทดสอบว่า สติสัมปชัญญะคืออะไร คนที่เข้าใจตัวสติสัมปชัญญะที่แท้จริงจะไม่ตอบด้วยคำพูดเชิงอธิบายหรือพูดอะไรยาวๆฟังดูเทพยดามาตอบ แต่จะบอกวิธีให้คุณทำอะไรบางอย่างในขณะนั้นเพื่อจะบอกคุณว่า สติสัมปชัญญะคืออะไร คุณไปทดสอบถามคำถามนี้กับใครก็ได้ จะมีเพียงไม่กี่คนที่ตอบด้วยลักษณะชี้ลงที่การกระทำ นอกนั้นจะตอบด้วยคำพูดคำอธิบายทั้งสิ้น

ผมฟังมาโดยตลอดใครๆก็บอกว่าตัวเองเป็นสัมมาสติ ตัวเองฝึกตามหลักสัมมาสมาธิ ยังไม่เห็นใครพูดออกมาเลยว่า ผมฝึกด้วยแนวมิจฉาสติมิจฉาสมาธิ เรื่องที่ตลกคืออะไร บรรดาพวกที่บอกว่าตัวเองฝึกด้วยสัมมาสติหรือกำลังเที่ยวสอนคนอื่นว่าสัมมาสมาธิเป็นอย่างไรนั้นทะเลาะเถียงกันเอง และทำท่าเหมือนจะกล่าวทำนองว่า ฝ่ายที่ตนกำลังต่อสู้เพื่อผดุงความถูกต้องนั้น เป็นมิจฉาสติเป็นมิจฉาสมาธิ และฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็ไม่ยอมรับ กลับตอกเข้าให้ว่าแกต่างหากที่เป็นมิจฉา ถ้าทั้งสองฝ่ายถูกต้องสัมมาสมาธิหรือสัมมาสตินั้นมีหลายแบบหรือเปล่า ถ้าถามผม มันไม่ใช่แน่ สัมมาสมาธิและสัมมาสตินั้นมีเพียงอย่างเดียวและอย่างเดียวที่ว่านี้เป็น สมาธิและสติเพื่อการพ้นทุกข์ถ้าไปนอกเหนือจากจุดประสงค์นี้ ไม่ใช่สัมมาที่มีเส้นทางเดินเพียงหนึ่ง

สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้จึงไม่ขอเอาคำว่า สัมมาหรือมิจฉามาใช้อธิบาย พวกคุณที่กรุณาเสียเวลามาเยี่ยมอ่านบล็อกตัดสินเอาเอง อย่างที่พวกคุณสังเกตมาตลอดผมไม่เอาผู้อ่าน ผมไม่ง้อให้พวกคุณต้องมานั่งติดตามทุกอาทิตย์ ผมไม่ได้เขียนเอาเงินหรือประกวดเอาโล่ ผมจะไม่มาถกอะไรกับใครเพื่อจะหาข้อสรุปว่า ความรู้สึกตัวที่ผมจะบอกต่อไปนี้จริงๆแล้วมันเป็นสัมมาหรือมิจฉา เพราะสำหรับผมมันเป็นสัมมาเต็มขั้น แต่มุมมองของคนอื่นอาจเป็นมิจฉาเต็มเหนี่ยวก็ได้

ผมจะเริ่มด้วยประโยคง่ายๆที่ผมได้ยินมาตลอด “โกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ” “มีราคะให้รู้ว่ามีราคะ” “ฟุ้งซ่านให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน” “ง่วงให้รู้ว่าง่วง” “จิตกระเพื่อมให้รู้ว่าจิตกระเพื่อม” ผมเป็นคนหนึ่งที่บอกได้เลยว่า ผมไม่เห็นด้วยกับคำสอนลักษณะนี้ แต่กว่าที่ผมจะไม่เห็นด้วยนั้น ผมฝึกอย่างหนักด้วยวิธีแบบนี้มาถึงสี่ปี และพบจุดอ่อนที่สำคัญของมัน ซึ่งทำให้ผมต้องตัดใจเลิกฝึกอย่างเสียดายเพราะผมแน่พอตัวกับการฝึกอย่างนั้น


ผมจะฟันลงไปเลยนะครับ จุดอ่อนของมันคือ “มันไม่มีการสิ้นจบ” แม้ว่าสิ่งต่างๆที่ผ่านการรู้เท่าทันจะเร็วขึ้นและค่อยลดลง แต่มันไม่สามารถ “ถอนราก” การโกรธ ไม่สามารถถอนรากราคะ ไม่สามารถถอนรากความฟุ้งซ่าน ไม่สามารถถอนรากความง่วง ไม่สามารถถอนรากการกระเพื่อมของจิต ความเท่าทันที่ฝึกมาอย่างดีช่วยให้ผมยั้งคำพูดหรือการกระทำด้วยอารมณ์ได้หลายครั้ง ผมกลายเป็นคนใจเย็นมากถ้าเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็จริง แต่ผมสงสัยว่า คำว่าเสร็จกิจคำว่าสิ้นจบ ไม่น่าจะใช้กับความสามารถในการรู้เท่ารู้ทันเพียงแค่นี้


สำหรับคนที่พอใจผลการฝึกของตนในลักษณะการรู้เท่ารู้ทันเพียงพอแล้ว ชีวิตเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อครับ ผมเสียเวลาเขียนของพวกนี้เพื่อบุคคลเฉพาะกลุ่ม และคนในกลุ่มนั่นคือคนประเภทเดียวกันกับผมซึ่งมีไม่มาก กลุ่มคนที่จะไปให้ไกลแบบถอนขึ้นได้กระทั้งราก

มาเช็คลงรายละเอียดกันหน่อยว่า จุดอ่อนนี้เป็นอย่างไร เอาแค่คำสอนที่ว่า “โกรธให้รู้ว่าโกรธ” อะไรคือความแตกต่างของคนที่ฝึกกับไม่ฝึก คนที่อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ฝึกอยู่แล้ว ผมจะไม่พรรณนาจุดนี้มากนะครับ ไม่ว่าจะฝึกหรือไม่ฝึกย่อมรู้ตัวเวลาที่กำลังโกรธ เพียงแต่จะยอมรับออกมาหรือไม่เท่านั้นว่า โกรธอยู่นะ สิ่งที่ต่างกันก็คือ การเข้าไปรวมตัวกับอาการโกรธ ผู้ที่ฝึกจะสามารถแยกตัวออกมาจากอารมณ์ได้ หรือที่เรียกว่าเห็นจิต และปัญญาของการเห็นนี่เอง ที่ช่วยระงับการกระทำและคำพูด ยิ่งฝึกเก่งยิ่งไว แต่ประเด็นที่ผมจะบอกไม่ใช่จุดนี้ สิ่งที่ผมจะบอกคือ ไม่ว่าคุณจะฝึกหรือไม่ฝึกคุณย่อมรู้ทั้งนั้นว่า ชั้นกำลังโกรธ ชั้นกำลังไม่พอใจ

พอยท์ของผมอยู่ตรงไหน นั่นคือ การรู้ว่าโกรธนั้นไม่จำเป็นต้องฝึกสมถะวิปัสสนาอะไรทั้งนั้น ธรรมชาติของคนหรือสัตว์มันก็รู้เองอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไรเพื่อรู้อาการโกรธ คนเรามันก็รู้ได้เองว่ามันกำลังไม่พอใจ การสอนลักษณะ โกรธให้รู้ว่าโกรธจึงไม่เกี่ยวกับปัญญาการเข้าไปรู้อารมณ์ตัวนี้ เพราะมันรู้ได้เองทุกคนอยู่แล้ว แต่การฝึกลักษณะ โกรธให้รู้ว่าโกรธ มันแค่ไปช่วยพัฒนาปัญญาในส่วนของการเท่าทันอารมณ์


ผมอธิบายมาหลายย่อหน้าเพื่ออะไร เพื่อที่จะบอกว่าความรู้สึกตัวที่ผมเขียนมาโดยตลอดในบล็อกนี้ จำเป็นต้องอาศัยปัญญาในการเข้าไปรู้ ถ้าไม่มีปัญญาจะเข้าไปรู้ความรู้สึกตัวอันนี้ไม่ได้ มันไม่เหมือนอารมณ์โกรธที่ไม่ฝึกมันก็รู้สึกเองได้โดยสัญชาตญาณ แต่ความรู้สึกตัวล้วนๆอันนี้มันต้องผ่านการฝึกฝนและต้องเป็นการฝึกที่ถูกวิธีด้วยมันถึงจะเข้าไปรู้ได้

ปัญหาของวงการเจริญสติที่ผมพบคือ พวกเค้าเหมาความรู้สึกทั้งหมดของมนุษย์ว่าเป็นความรู้สึกตัวที่ใช้เจริญสติต่อการมุ่งไปสู่การรู้จริง และไม่เพียงฝึกแต่ยังสอนว่าขอให้รู้สึกถึงความรู้สึกอะไรก็ได้ที่ปรากฏเป็นพอ มันอาจใช่ในความหมายของคนหลายคน แต่ไม่ใช่ตามความหมายที่ผมเขียนในบล็อกนี้ และมั่นใจแบบพร้อมยอมตายด้วยว่าไม่ใช่ตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน

ผมไปอยู่คลุกคลีกับวัดนับรวมเวลาเกือบปีครึ่ง ผมพบว่า พระในสายหลวงพ่อเทียนเองยังสอนไม่เหมือนกัน พวกเค้าเข้าใจไม่ตรงกัน แต่พวกเค้าพูดสอนเหมือนกันว่า ให้รู้สึกตัว ถ้าตั้งใจฟังดีดีแบบรายหัวรายตัวจะรู้เลยว่า แม้คำพูดคล้ายกันแต่พูดสื่อไปคนละตัว การแนะวิธีฝึกก็ต่างกันด้วย


คำสอนที่ถูกต้องควรจะเป็น “เมื่อโกรธให้รู้สึกตัว” ซึ่งความรู้สึกโกรธกับความรู้สึกตัวนี้เป็นคนละตัวกัน ธรรมชาติของมนุษย์เรานั้น เวลาที่เกิดความรู้สึกขึ้นมันจะเข้าจับความรู้สึกที่หยาบกว่าก่อนเสมอ ถ้าเทียบความรู้สึกโกรธกับความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวละเอียดกว่ามาก ในขณะที่ความรู้สึกโกรธเป็นเพียงอารมณ์ คนเราจึงต้องฝึกพัฒนาให้เข้าไปรู้ความรู้สึกอันละเอียดอันนี้ เพื่อเหนี่ยวตัวเองไม่ให้ไปจมอยู่กับอารมณ์ และจากประสบการณ์ของผม มีไม่กี่คนที่ทำได้ อันนี้พูดแบบตรงๆเลยนะครับ

เมื่อใครก็ตามไม่สามารถฝึกพัฒนาตัวเองให้แนบแน่นกับความรู้สึกตัวถึงขนาดที่ทำให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันดึงไปร่วมไม่ได้ พวกเค้าจะหันเข้าพึ่งสิ่งที่เรียกว่า “เห็น” แทน มันจึงเป็นที่มาของการสอนว่า “โกรธให้รู้ว่าโกรธ” ซึ่งมันสื่อให้คนสมัยนี้เข้าใจโดยอัตโนมัติว่า ให้เห็นอาการโกรธ เพียงแค่นั้นไม่ต้องไปแทรกแทรงอะไรมัน แค่เพียงให้รู้ธรรมชาติของมันนั่นเพียงพอแล้ว

คำถามต่อมาคือ เห็นแล้วมันยังไงล่ะ แน่นอนว่ามันยั้งการกระทำได้เพราะสติในการเท่าทันมันถูกพัฒนา แต่อาการโกรธจะไม่มีทางสิ้นจบ และนี่เป็นเหตุผลที่ตอบได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมผู้ที่กำลังสอนคนอื่นอยู่เรื่องการเท่าทันจิต เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับตัวชนิดสาหัสจึงควบคุมตนเองไม่ได้ เพราะมันทำได้เพียงแค่รู้แค่เห็น แต่ขาดฐานอันมั่นคงของสติ และสติอันนี้หมายถึงความรู้สึกตัวที่ต้องผ่านการฝึกมาอย่างถูกวิธีด้วย

บางคนฝึกรู้สึกตัวไปพบกับความเบาสบายเข้า มันก็ไปติดความเบาสบายอีก เพราะเข้าใจว่านั่นคือความรู้สึกตัวแท้ๆ ที่พยายามดิ้นรนค้นหามานาน พอไปตีความตามตำราว่า ไม่ทุกข์ ก็ยิ่งเข้าทางต้องฝึกเพื่อยื้อความสบายนี่ให้แสดงตัวออกมามากๆ ตราบใดที่ยังบอกตัวเองได้ว่า เราชอบพอใจในความรู้สึกนี้ สำหรับผมสิ่งนั้นไม่ใช่ความรู้สึกตัวแท้ๆเป็นเพียงอารมณ์และวันนึงมันจะถูกทำลายลงตามกฎไตรลักษณ์



ต่อไปนี้ผมจะลงเรื่องความรู้สึกตัวเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะไล่พัฒนาการมาตั้งแต่ รูปนาม


ใน ระยะรูปนาม ความรู้สึกตัวจะตื่นขึ้นทั้งตัว ความรู้สึกตัวจะกระจายไปทั่วทั้งตัว ไม่ว่าอะไรเคลื่อนไหวบนร่างกายคุณ คุณจะรู้สึกทั้งหมด มันจะรู้สัมผัสกระทบทุกจุด ความรู้สึกตัวจะไวมาก โดยเฉพาะจุดข้อต่อบนร่างกาย การกระพริบตาหายใจกลืนน้ำลาย เคี้ยวข้าว หัวใจเต้น นอนหลับพลิกกลับตัว เดินไปเดินมา จะรู้สึกสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอด






ใน ระยะศีลปรมัตถ์ ความรู้สึกจะตื่นทะลวงซึมลึกลงไปในกล้ามเนื้อ พอถึงจุดนี้ไม่ว่าจะเคลื่อนหรือหยุดเคลื่อนไหวร่างกาย ความรู้สึกภายในจะเป็นเหมือนเดิมตลอด ความรู้สึกตัวนี้จะไม่แปรเปลี่ยนตามการเกิดดับของจิต ไม่แปรเปลี่ยนตามอายุ ไม่แตกต่างชายหญิงเด็กชรา และยังรู้สึกภายนอกผิวสัมผัสในเวลาเดียวกันด้วย ผู้มาถึงตรงนี้จะรู้วิธีชนะไตรลักษณ์






ใน ระยะต้นกำเนิดของความคิด จะเข้าใจว่า อะไรคือตัวกำหนดทิศทางของความคิด ความรู้สึกตัวล้วนๆส่งผลอย่างไรต่อเรื่องที่คิดออกมา เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้นและความรู้สึกตัวลดน้อยลงส่งผลอย่างไรต่อเรื่องที่คิดออกมา ผู้มาถึงตรงนี้จะมีเรื่องกังวลในชีวิตไม่กี่เรื่อง




ใน ระยะการรวมตัวกันเข้า ความรู้สึกตัวจะเข้าโจมตีไปจนถึงสมองแทรกลงไปในทรวงอก ตัดมายาสถานที่เกิดของความทุกข์ จะเข้าใจว่ากายและใจคือสิ่งเดียวกัน หรือเห็นความจริงว่า ใจคือสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ความรู้สึกจะแนบแน่นลงบนฐานกาย ไม่ใช้ความคิดในการรู้สึกตัวอีกต่อไป








ในระยะสุดท้ายยังไม่ทราบครับ



ขอให้วันนี้ของทุกท่านสวยงามต่อไป

สถานที่เกิดของทุกข์

หลังจากที่ผมเริ่มสังเกตว่าตัวเองเริ่มผ่อนการปฏิบัติลง อีกทั้งคำบอกเล่าจากหลวงพี่ว่า ถ้าเราไม่เร่งรัดพัฒนาฝึกตนต่อไป เราจะกลายเป็นคนขี้เกียจฝึก หลวงพี่เองก็ยังมีอาการนี้อยู่ ผมมาสังเกตดูพบว่า อาการนี้เกิดจากการไม่ทุกข์ในขันธ์ห้านี่เอง ขันธ์ห้ายังปรุงอยู่นะครับ แต่มันเพียงอยู่เหนือการปรุงเท่านั้น มันไม่เดือดร้อนใจเวลาป่วยไข้ หรือจะสูญเสียทรัพย์ มันปล่อยวางเรื่องต่างๆได้ง่ายๆ มันรู้ตัวนะครับว่ายังไม่ถึงที่สุดของทุกข์ แต่ความสบายๆไปกับชีวิตที่ไม่ทุกข์กับโลกนี่เอง ความพอใจในชีวิตง่ายๆ กินง่ายอยู่ง่ายไม่รบกวนใครนี่เอง ที่ทำให้มันเริ่มจะไม่ฝึกแบบอัดจนกว่าจะสลบต่อไป

ผมจึงเริ่มฮึดขึ้นอีกรอบ พอเริ่มฝึกติดต่อได้สองวันตัวปวดเมื่อยกับตัวง่วงก็กลับมาอีก แต่คราวนี้ผมไม่ยอมอีกแล้ว ที่ผ่านมามันมาแล้วก็ไปเป็นช่วงๆ แต่คราวนี้ผมตั้งใจว่า จะต้องให้มันเด็ดขาดไปเลย อย่างน้อยที่สุด อาการง่วงจะต้องหายไปอย่างชนิดที่ไม่กลับมาอีก ผมสู้อยู่กับมันประมาณสามวัน ทุกครั้งบอกตัวเองเพราะรู้ก่อนเลยว่าเดี๋ยวมันจะต้องง่วง ผมขอให้มันง่วงสุดๆทีเถอะ ขอให้ตัวแสบที่สุดออกมาเจอกันหน่อย ผมอยากจะเจอกับตัวที่เจ๋งที่สุดเพื่อคว่ำมัน คำว่าหลับคำว่าวูบไม่มีอยู่แล้ว ทุกวันนี้ผมเหมือนกลายเป็นพวกบ้าท้าทายการสู้กับตัวเอง

ในระยะสามวันนั้น ผมไม่มีความรู้สึกวอกแวกอย่างอื่นเลย นอกจากปวดเมื่อยกับง่วง ผมไม่เป็นทุกข์กับมัน แต่มันเป็นความรู้สึกรำคาญเหมือนโรคที่รักษาไม่หายขาดเสียที ครั้งนี้ผมเอาจริงกับความง่วง และผมจะต้องชนะด้วย ตอนนั้นผมคิดอย่างนั้นนะครับ

ผมสู้กับมันประมาณเจ็ดแปดครั้งแบบหนักๆ ผมไม่ได้หลับหรือวูบ แต่มันทำให้ผมต้องเปลี่ยนท่าฝึกจากท่านั่งมาเป็นท่าเดิน มันสู้ไม่ไหวมันจึงต้องใช้การเปลี่ยนท่าเข้าช่วย แม้ผมจะไม่หยุดฝึกแต่ผมไม่พอใจทำไมผมถึงยังแพ้ไอ้ตัวง่วงนี่

การสะสมการต่อสู้แบบพอฟัดพอเหวี่ยงแบบไม่หยุดนี่เอง เป็นผลให้ผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นจุดสำคัญช่วยให้จิตใจเปลี่ยนสภาวะอีกครั้ง ผมพบความจริงว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นของมนุษย์ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่รู้สึกขึ้นมานั้นจะมีความชอบใจหรือไม่ชอบใจติดมาเองโดยอัตโนมัติเสมอ

ถ้าผมง่วงหรือปวดเมื่อยสัญชาตญาณจะรู้เองทันทีว่าไม่พอใจอาการนี้และสมองจะพยายามสั่งให้หนีออกจากความรู้สึกแบบนี้ ในขณะที่ผมร้อนเหงื่อซกฝึกหนักขอเพียงมีลมพัดผ่านมาวูบนึง อาการพอใจจะเกิดขึ้นเอง มันมาพร้อมกับสัญชาตญาณว่า พอใจในการบรรเทาความร้อนลง

พอผมเก็ทตรงนี้ ผมเข้าใจว่า ความรู้สึกนั้นทำงานร่วมกับสมองแบบอัตโนมัติ บางครั้งความคิดเกิดก่อนแล้วจึงเกิดความรู้สึกตามมา แต่ถ้ามีอะไรภายนอกมากระทบ ความรู้สึกตัวจะเกิดก่อนแล้วไปบังคับสมองให้คิดต่อว่า จะเอาหรือจะหนีความรู้สึกนั้น

ผมสังเกตและแปลกใจว่า สมองแปลความหมาย ความชอบใจไม่ชอบใจจากอะไรนะ ทำไมทุกความรู้สึกที่มันเกิดขึ้น สมองมันรู้เองหมดได้ว่า อันนี้ทุกข์อันนี้สุข ทำไมมันตัดสินเอาเองแบบนี้

มีความรู้สึกชนิดไหนไหมนะที่เมื่อรู้สึกแล้ว สมองตีความอ่านค่าไม่ได้ มีความรู้สึกอันไหนหรือเปล่าที่สมองไม่รู้ว่า อันนี้เป็นสุขอันนี้เป็นทุกข์ ความรู้สึกอันไหนนะที่สมองบอกไม่ได้ว่า นี่พอใจนี่ไม่พอใจ และแค่เฮือกเดียวหลังจากผมถามตัวเองจบ คำตอบก็ทะลักขึ้นเอง

ก็ความรู้สึกล้วนๆนี่ไง เรารู้จักมันมาตั้งแต่รูปนาม ศีลปรมัตถ์ ยันต้นกำเนิดของความคิดแล้ว นี่มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เพียงแต่เราถูกความยินดีปรีดาที่เราได้เข้าไปรู้มันนี่เองปิดบังไว้ แต่ตัวมันเองนั้นเหมือนเดิมตลอด เมื่อเราเข้าไปรู้มันสมองจะทำงานไม่ได้ทันที สมองอ่านค่าของสิ่งนี้ไม่ออก สมองตอบสนองต่อสิ่งนี้ไม่ได้ เมื่อตอบสนองไม่ได้ จึงมีเพียงการปล่อยให้ความรู้สึกตัวล้วนๆแบบนี้ดำเนินต่อไป โดยสมองไม่สามารถห้ามปรามหรือยุยงได้ เพราะมันไม่มีการจะเอาหรือไม่เอาในความรู้สึกนั้น

อย่างผมเดินกอดอกอยู่นี่ ความรู้สึกที่แขนกำลังแนบชิดกับหน้าอกอยู่นี่ สมองก็บอกไม่ได้ว่า มันพอใจหรือไม่พอใจในความรู้สึกอันนี้ สมองทำอะไรกับความรู้สึกประเภทนี้ไม่ได้เลย มันจึงเฉยต่อการเข้าไปจัดการใดใดต่อความรู้สึกแบบนี้ จากนั้นผมก็เข้าใจเรื่องอารมณ์แบบแตกฉานทันที ไม่มีคำถามอะไรค้างคาว่าไม่รู้อีกแล้วกับสิ่งที่ถูกเรียกว่า อารมณ์

ความรู้สึกอะไรก็ตามที่สมองรู้ว่า จะตอบสนองสิ่งนั้นอย่างไรโดยสัญชาตญาณ สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ทั้งหมด เช่นง่วงนี่เป็นอารมณ์เพราะมันรู้ทันทีว่าจะนอน ปวดเมื่อยนี่เป็นอารมณ์เพราะมันรู้ว่าไม่ชอบต้องหยุดความเมื่อยนี้เสีย ร้อนนี่เป็นอารมณ์เพราะมันรู้ว่าจะต้องพัด ความรู้สึกทั้งหมดของมนุษย์เป็นอารมณ์ทั้งหมด เพราะสมองรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบในสิ่งนั้น ความคิดนี่เป็นต้นเหตุของอารมณ์ ส่วนทุกข์หรือไม่ทุกข์เกิดตามมาว่าสามารถตอบสนองต่อการบอกของสัญชาตญาณนั้นได้หรือไม่

พอผมเข้าใจจุดนี้ มันเหลือองค์ประกอบเพียงสองอย่าง คือ หนึ่งความรู้สึกที่เป็นอารมณ์ สองความรู้สึกที่ไม่มีอารมณ์ และตัวสำคัญที่จะชี้ได้ว่า ความรู้สึกอันไหนเป็นอันไหนอยู่ที่สัญชาตญาณ ถ้าบอกได้ว่าชอบความรู้สึกนี้หรือไม่ชอบความรู้สึกนี้ หรือรู้ว่าจะเข้าจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร ความรู้สึกนั้นจะเป็นอารมณ์

ผมจึงประชิดหมากไปที่ความรู้สึกตัวล้วนๆอย่างเดียว ตอนนั้นเป็นช่วงเย็นครับ ผมกำลังนั่งสร้างจังหวะอยู่ ความรู้สึกตัวตื่นขึ้นทั้งตัวเช่นที่ผ่านมา ความง่วงยังมีอยู่ปวดเมื่อยยังมีอยู่ ผมตั้งใจไว้เลยว่า ผมต้องคว่ำมันให้ได้

ผมทะลวงหาที่มาของความง่วงครับ มันเกิดมาจากตรงไหน ผมจะเข้าไปดูให้เห็นชัดๆตรงบริเวณที่มันเกิดหน่อย ความรู้สึกทุกอย่างต้องมาจากกายทั้งนั้น ไม่มีความรู้สึกอะไรลอยเด่ๆมาโดยไม่มีอวัยวะรองรับ เพราะนี่คือกฎธรรมชาติของรูปนาม

ตอนนั้นผมให้ความสนใจไปที่การหาตำแหน่งการเกิดของความง่วงประมาณ70% อีก30%ที่เหลือปล่อยให้ความรู้สึกที่ตื่นขึ้นทำงานไป พออาการง่วงเกิดมาเพียงเสี้ยววินาที ผมวิ่งหาดูตำแหน่งเกิดของมันทันที มันอยู่ตรงส่วนไหนของร่างกายนี้ พอความปวดเมื่อยเกิดผมวิ่งไปดูตรงจุดที่เกิดทันทีมันอยู่ตรงไหนของร่างกายนี้ พออาการอึดอัดเสียดใจเกิดขึ้นผมหาตำแห่งมันทันที มันเกิดตรงในบนหน้าอกนี้ เกิดข้างในข้างนอกยังไง ตอนนั้นมันสลับสับเปลี่ยนตัวกันอยู่แค่สามตัวนี้แบบเร็วจัด ผมตามทันทุกตัว ประมาณยี่สิบหน้าทีผ่านไป มีบางอย่างเกิดขึ้นครับ

อยู่ดีดีผมเข้าไปสัมผัสความรู้สึกแท้ๆของเนื้อสมองในก้อนกะโหลก ผมเข้าไปสัมผัสความรู้สึกแท้ๆของอวัยวะในทรวงอก แล้วตอนนั้นมันมีความรู้สึกของกายล้วนๆที่เคลื่อนไหวรออยู่อีก 30%ก่อนแล้ว อยู่ดีดีมันก็รวมตัวกันเข้ามา กลายเป็นการรู้สึกทั้งตัวที่แทงไปยันก้อนสมองทิ่มเข้าไปในทรวงอกล้อมรอบด้วยความรู้สึกกายทั้งตัวแขนขา

พอตัวนี้เกิดขึ้นผมนึกไปถึงบล็อกของคุณ mingxing เรื่อง เพชรตัดมายา นึกถึงหลวงพ่อเทียนพูดเรื่องการรวมกันเข้า เข้าใจความหมายของการทวนอารมณ์แต่ไม่ไปทวนอารมณ์ของรูปนาม

อธิบายเป็นภาษายากแต่จะลองดูนะครับ

เวลาที่เราง่วง ปวดเมื่อย เสียดใจ(ปฏิฆะ) หรืออาการทั้งหมดที่เป็นอารมณ์นั้น เราไม่ได้รู้สึกที่ตัวเราจริงๆครับ แต่ความคิดสร้างภาพขึ้นมาแล้วดึงให้เราไปรู้สึกที่ภาพนั้นแทน ซึ่งไอ้เจ้าความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นโดยความคิดนี้ มันจะลอยๆยู่ คล้ายๆลอยอยู่ในอากาศ ลอยอยู่ในมโนภาพ สังเกตเอาครับหูตาจะพร่ามัวไม่คมชัด และความจริงที่เป็นตลกโง่ๆตลอดมาก็คือ ความทุกข์สุขของมนุษย์ทำงานได้แค่บริเวณสถานที่หลอกๆนั้น

เวลาที่คุณง่วงนั้นคุณกำลังไปรู้สึกอยู่กับ ความรู้สึกที่ความคิดสร้างขึ้นมาเอง แต่หาใช่ตัวความรู้สึกอันแท้จริงไม่ ความปวดเมื่อย ความเสียดใจนั้นเหมือนกันหมด มันทำงานด้วยหลักการนี้เพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าใจหลักการนี้ โครงสร้างของมันถูกทำลายลงทันทีพร้อมกัน

เมื่อผมมาย้อนมองความรู้สึกตัวของเราเองจริงๆ ที่ไม่มีภาพมายาที่ความคิดสร้างขึ้นต่ออารมณ์ ผมพบสิ่งที่อัศจรรย์อย่างที่หนึ่งคือ ความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะไม่มีที่เกิด และความอัศจรรย์ย่างที่สองคือ อาการทุกอย่างจะจบตัวเองลงทันทีเพราะไม่มีที่ให้อยู่

ผมฝึกต่ออีกสามวัน ผมรู้จักการแนบแน่นเข้ากับความรู้สึกที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่มีภาพบังซ้อนทับอีก คนที่ยังไม่ผ่านมาถึงตรงนี้จะไม่ทราบครับว่า ภาพที่ซ้อนทับที่สมองสร้างขึ้นนี้คืออะไร ต้องพ้นมาก่อนครับถึงจะเข้าใจ


มันยังไปเข้าใจเรื่องความปกติ แปลกประหลาดมากพอเข้าใจอะไร มันจะเข้าใจไปทั้งเซ็ทเลยเป็นความรู้ที่อยู่ในขั้นเดียวกัน ความปรกติอันนี้ คือ ความปรกติของกายอย่างเดียวครับ เรื่องใจไม่ต้องมาพูดแล้ว หากตัดอารมณ์ออกได้ ใจคือตัวเดียวกับกาย

การรู้ปรกติใจ หมายถึง การเข้าไปรู้ความรู้สึกกายในทรวงอก แต่คนทั่วไปจะไม่รู้ความปรกตินี้เพราะ พอเข้าไปรู้สึกในทรวงอกมันจะเป็นอารมณ์ทั้งหมด อวัยวะน้อยใหญ่ในทรวงอกมันกระตุ้นให้ขยับสูบฉีดบีบตัวเมื่อมีความคิด

เมื่อความคิดไม่สามารถทำงานได้ เพราะถูกตัดโดยการเข้ารู้สัมผัสความรู้สึกตัวล้วนๆอยู่อย่างแนบแน่นชัดเจน อวัยวะภายในทรวงอกจึงเป็นปรกติไม่ขยับบีบตัวตามแรงความคิด และเมื่อใครก็ตามจับความรู้สึกในทรวงอกที่เป็นปรกติตอนนั้นได้จะเข้าใจคำว่า ปรกติใจ




ขอให้วันนี้สวยงามต่อไปครับ

ปัญหาของการสอน

ผมได้ถามอาจารย์ผมว่า มีคนกี่มากน้อยที่เดินทางมาจนถึงระดับการเข้าใจเรื่อง ศีลปรมัตถ์ อันเป็นจุดครึ่งทางของการปฏิบัติ เค้าตอบว่า มีน้อยถ้าให้ประเมินจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สอนคนอื่น ผู้ที่มาจนถึงจุดนี้ในร้อยคน จะมีประมาณห้าคน

ผมเองแปลกใจกับคำตอบที่ได้อยู่มากเพราะแค่ครึ่งทางทำไมมีแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมานึกถึงหนึ่งปีที่ผ่านมาตั้งแต่ผมเข้าใจเรื่องศีล ผมไม่เคยแนะนำใครได้จนมาถึงจุดนี้เลยทั้งๆที่พูดมาโดยตลอด แม้แต่พระในวัดเมื่อขึ้นเทศน์สอนแนะนำการปฏิบัติ พวกเค้าจะไม่พูดเรื่องศีลชนิดนี้

ในช่วงที่เข้าใจเรื่องศีลปรมัตถ์ มันจะติดจินตญาณ ผมรู้เลยว่าความเข้าใจที่เกิดกับผมมันเลยระดับพระทั่วๆไปที่อยู่ในวัดไปแล้ว มันจะขาดความเคารพพระไม่เชื่อฟังพระอารมณ์มันยังกระด้างกระเดื่อง เพราะว่ามันรู้ดีกว่าพระ มันเก่งกว่าพระ ต่อมาผมถึงได้เข้าใจว่า มันไม่ใช่ความผิดของเค้า การที่เค้ารู้มาไม่ถึงตรงนี้ทำให้เค้าสอนของพวกนี้ไม่ได้ เค้ารู้แค่ไหนเค้าก็สอนได้แค่นั้น ถ้าใช้คำพูดแบบชาวบ้านเลยก็คือ เค้ามีปัญญาแค่นั้น

ปัญหาของคนที่เข้าใจธรรมอยู่ตรงไหน อยู่ตรงที่คนเราเข้าใจธรรมไม่เท่ากัน และเมื่อคนพวกนี้มีหน้าที่ที่จะต้องสอน จะสอนไม่เหมือนกันและตรงที่เป็นช่องว่างของความต่างระดับนี่เองที่จะทำให้ขัดแย้งกัน เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดตั้งใจอ่านนะครับ

สมมติว่า ผมอยู่ในระยะโสดาบัน คุณอยู่ในระยะสกิทาคามี เราสองคนไม่รู้จักกัน ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นสกิทาคามี คุณไม่ทราบว่าผมเป็นโสดาบัน เมื่อเราพบกันเริ่มคุยกันถึงสภาวธรรมของตนเอง เมื่อเราเริ่มคุยกันเรื่องพื้นฐานการสนทนาจะราบรื่นไปเรื่อยๆ ต่อมาเมื่อเริ่มคุยกันในระดับที่ลึกขึ้น ผมจะเริ่มไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูดและอธิบาย ผมจะเริ่มตั้งคำถามกับคุณพร้อมทั้งเริ่มโต้แย้ง สิ่งที่คุณพูดล้วนขัดแย้งต่อความเข้าใจของผม หรือขัดแย้งจากคำสอนของคนที่ผมเคารพศรัทธา ความไม่เชื่อถือจะเกิดตรงนี้

ในขณะเดียวกันคุณจะมองผมขาดทันทีว่า สภาวะระยะธรรมของผมยังอยู่แค่โสดาบัน เพราะคุณเคยมีอาการสงสัยเคลือบแคลงแบบนี้มาก่อน ฟังจากประสบการณ์ธรรมของผม ทัศนคติของผม คุณจะรู้ทันทีว่าผมอยู่ตรงไหน แต่คุณจะไม่พูดออกมาว่า นี่นายอยู่โสดาบันนะ ส่วนชั้นอยู่สกิทาคามีแล้ว

การพูดโกหกว่า ตนเองเข้าถึงสภาวะอริยบุคคลขั้นนั้นขั้นนี้ ต่อหน้าคนรู้จริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ เพราะเนื้อหาที่พูดออกมาจะเป็นตัวชี้ชัดเองว่า ผู้พูดนำธรรมะระดับไหนออกมาแสดง ต่อให้ผมจำคำพูดของผู้รู้จริงมาพูดแต่เมื่อโดนซักเรื่องรายละเอียดกระบวนการขั้นตอนการเข้าไปรู้ หรือที่เรียกว่าปัญญาญาณ ถ้าไม่ผ่านมาจริงโดนยิงร่วงทุกราย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่น่าตลกก็คือ มีแต่ผู้ที่อยู่เหนือคุณเท่านั้นที่อ่านคุณออก คุณไม่สามารถอ่านคนที่อยู่เหนือคุณออกได้เลย มันจะมีเพียงความสงสัยและไม่มีศรัทธาในตัวเค้าเท่านั้น

เมื่อผู้ที่มีระดับความเข้าใจต่อธรรมไม่เท่ากันคุยกัน ส่วนใหญ่บทสนทนาจะจบลงตรงนี้ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะสนทนาต่อไป นอกเสียจากว่า ผมจะติดขัดปัญหาบางอย่างอยู่ ซึ่งปัญหานั้นผมได้ทดลองมาทุกวิธีแล้วก็ผ่านไม่ได้ จริงอยู่ผมสงสัยว่าคุณอธิบายอะไรให้ผมฟัง ผมไม่เชื่อ แต่ผมลองทำดูเพราะสิ่งที่ผมลองมาทั้งหมดมันไม่ได้ผล แล้วเมื่อผลของการทดลองทำตามคำแนะนำของคุณนั้นทำให้จิตใจผมเปลี่ยนสภาพ ผมจึงจะยอมรับว่า คนที่ผมคุยด้วยอยู่ในระดับที่สูงกว่าผม ซึ่งกว่าจะยอมทดลองทำตามบางคนเสียเวลาเป็นปีปี จึงพึ่งระลึกได้ว่าเคยมีคนพูดอย่างนี้ไว้ เป็นเราเองที่ฟังคำพูดนั้นไม่ออก

ในความจริงมีคนประเภทที่ทดลองทำจำนวนน้อยเมื่อเจอคนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง คงจะห้าเปอร์เซ็นต์นั่นล่ะเพราะมันมองไม่ออกครับ ระดับโสดาบันนั้นยังติดทิฐิหรือเรียกว่าอีโก้ เค้าจะมองตัวเองว่าเจ๋งพอตัว เค้าจะไม่เชื่อฟังใครเลย นอกจากคนที่เค้าเคารพศรัทธาเท่านั้น สำหรับคนที่อยู่สูงแล้ว เค้าเพียงสอนและพูดเมื่อถูกถาม แต่ความคาดหวังว่าคุณจะทำตามเชื่อฟังหรือไม่นั้นไม่มีเลย เมื่อการสนทนาเริ่มติดขัดเค้าจะเริ่มเงียบและเดินจากไป

มันจะกลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่งมองว่า อีกฝ่ายถูกต้อนด้วยคำถามจนจนแต้ม เพราะไม่สามารถหาคำตอบอันเป็นที่พอใจมาให้ได้ ส่วนอีกฝ่ายมองว่า หาประโยชน์ในการสนทนาไม่ได้ มิสู้นิ่งเสียดีกว่า นี่คือสถานการณ์จริงที่เกิดในทุกวันนี้

บางคนอ่านบล็อกที่ผมเขียน เกิดความสนใจเดินเข้ามาบอกว่า ช่วยแนะนำผมด้วยครับ แต่เมื่อเราเริ่มสนทนากัน คำพูดที่ผมได้ยินทุกครั้งคือ “ตรงนี้ผมขอค้านครับ” “ตรงนี้ผมเห็นต่างออกไปครับ” “มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ” “พระองค์นั้นไม่เห็นพูดอย่างนี้เลยครับ” ในเมื่อเค้าบอกเองว่า มีอะไรให้บอกให้เตือนได้เลย แต่เมื่อพูดแล้วเค้าก็ไม่ฟังเพราะมีเรื่องคัดค้านในหัวเต็มไปหมด คำพูดของเค้าที่ว่าให้ช่วยแนะนำผมหน่อย เตือนผมได้เลยก็เริ่มเลือนหายไปจากสมองผม

ผลสุดท้ายคือ เป็นการสนทนาที่เสียเวลาทั้งของผมและของเค้า ผมเองไม่มีหัวใจของโพธิสัตว์อวตาร ผมไม่สนใจการเผยแผ่ธรรมเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกหมู่มาก ผมมองทุกชีวิตเท่ากันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทุ่มเทสอนใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ นอกเสียจากคนคนนั้นอยู่ในระยะที่ต้องการคำแนะนำจริงๆ เค้าจนแต้มและเปิดรับ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะเดินเข้าไปหาเอง และไม่คาดหวังอะไรนอกจากเห็นเค้าผ่านปัญหาของเค้าได้

ผมยินดีจะทุ่มเทความสามารถที่ผมมีทั้งหมดสอนให้กับคนประเภทเดียวกัน และนั่นคือต้นกำเนิดของการเป็นศิษย์อาจารย์ มีชีวิตผูกพันกันด้วยมิตรภาพแห่งการถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง ผมมองตัวเองว่า ชีวิตนี้ผมคงมีศิษย์ไม่กี่คน เพราะคนที่อัดจนกว่าจะสลบ สามารถทิ้งอนาคต การฝึกฝนตัวเองต้องมาเป็นอันดับหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตนี้ ปัจจัยแรกที่ต้องปรากฏขึ้นเพื่อใช้พิจารณาตัดสินใจคือ การฝึก จะมีซักกี่คนกัน

เมื่อผมตัดสินใจเดินทางนี้ผมจะเดินให้สุด และเมื่อผมตัดสินใจสอนใคร หมอนั่นต้องมาสุดด้วย คงเป็นนิสัยส่วนตัวที่ไม่นิยมการทำอะไรครึ่งๆกลางๆ และตราบใดที่ผมยังไปได้ไม่สุด ผมไม่สนการตั้งตัวเป็นอาจารย์รับใครเป็นศิษย์

มีคนถามผมว่า กะเอาให้ชาตินี้เป็นอรหันต์เลยใช่ไหม ผมเองไม่ทราบจะตอบอย่างไร เพราะผมสนใจเรื่องอรหันต์น้อยมาก สิ่งที่ผมสนใจคือ การเข้าใจศาสตร์ศาสตร์หนึ่งอย่างแท้จริงและจบสิ้น ถ้าสิ่งนั่นถูกเรียกว่า อรหันต์ ใช่ผมจะฝึกเพื่อเป็นอรหันต์

บางคนบอกว่าฝึกไปไม่ให้ทุกข์ก็พอแล้ว แต่ผมไม่พอใจตราบใดที่ยังไม่ถึงที่สุดมันจะยังมีทุกข์อยู่ดี อยู่ที่ว่ามองเห็นความละเอียดของมันหรือเปล่า มันก็เหมือนกับคนที่เริ่มฝึกเพราะอยากจะเป็นโสดาบันนั่นล่ะครับ เมื่อคุณไปถึงจุดนั้นคุณจะพบว่า โสดาบันไม่เห็นวิเศษอะไรเท่าไหร่ ยังมีจุดอ่อนเยอะมาก จึงพยายามจะปิดจุดอ่อนนั้น มันก็อยากจะเป็นสกิทาคามีต่อไป เมื่อคุณเดินมาถึงสกิทาคามีมันก็ยังมีจุดอ่อนที่คุณรู้อยู่เต็มอกอยู่อีก ทีนี้จะไม่เกี่ยวกับการเป็นอริยบุคคลขั้นไหนๆแล้ว มันจะหาทางเอาชนะทุกข์อย่างเดียว พอมันเดินมาถึงอนาคามี มันก็ยังมีทุกข์ขั้นละเอียดอยู่อีก แล้วมันจะเหลืออะไรอีกล่ะ ถ้าตามตำราเป็นจริงว่ามีสี่ระดับ มันก็ต้องไปจนถึงระดับสุดท้ายเท่านั้น เพื่อให้ภารกิจมันสิ้นจบไป ไม่ให้มีอะไรค้างคาชีวิตอยู่อีก

มันจึงไม่ใช่เรื่องของการกระหายอยากจะเป็นอริยบุคคล แต่เป็นเรื่องของความยังไม่เพอเฟ็กท์ เพราะฉะนั้นถ้าคำถาม ถามว่าจะฝึกปฏิบัติธรรมไปทำไม จุดมุ่งหมายคืออะไร ผมจะตอบว่า แล้วมันเรื่องอะไรที่จะไม่ปฏิบัติ ถ้าระดับสูงสุดเรียกว่าอรหันต์ ผมจะฝึกเพื่อที่จะเป็นอรหันต์ ถ้ามันเรียกว่านิพพาน ผมจะเข้าให้ถึงนิพพาน ถ้ามันเรียกว่า เชือกขาด ผมจะฝึกจนกว่ามันจะขาด ถ้าเรียกว่าจืดทั้งตัว ผมจะฝึกจนกว่าจะจืดทั้งตัว

มันเป็นเรื่องจุดมุ่งหมายของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อให้สามารถยอมรับตัวเองได้ เอาชนะตัวเองได้ นายทำสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ การมีเงินมากๆ การทำงานดีดี การมีอำนาจ การมีวีรกรรมอันเป็นที่เล่าขานสืบไปอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีคนเป็นจำนวนมากที่ทำได้แล้ว ผมสนใจและทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง อย่างธรรม ที่แม้แต่คนเก่งๆในสายงานด้านต่างๆจะพยายามเข้าถึงโดยใช้ชีวิตเป็นเดิมพันก็ยังทำไม่ได้ ผมสนใจอะไรที่โคตรยากแบบนี้


ขอให้วันนี้สวยงามต่อไปครับ

สอนน้อง

ไม่มีเรื่องจะอัพเดทครับ แต่เห็นตัวเคาว์เตอร์แล้วคงต้องเขียนอะไรลงไปบ้างเพราะคงมีคนเข้ามาเยี่ยมเสมอ
เอาเป็นวิธีสอนเด็กให้ฝึกรู้สึกตัวแล้วกันนะครับ ผมใช้วิธีอย่างนี้ครับและพบว่ามันได้ผล

ผมสอนเด็กคนหนึ่งให้เริ่มรู้สึกตัว ผมเริ่มตอนเค้าห้าขวบ ตอนนี้เค้าอายุเกือบจะหกขวบแล้วครับ
เด็กคนนี้ชอบผมมันจึงค่อนข้างง่าย ผมนั่งเล่นเกมส์คอมกับเค้า เล่นต่อสู้กับเค้า เล่นหุ่นยนต์กับเค้า เค้าก็เลยชอบผม

ผมเริ่มด้วยการให้เค้ายกมือสร้างจังหวะกับเดินจงกรม แต่เน้นนั่งมากกว่า ผมบอกว่าถ้านั่งยกมืออย่างนี้พี่จะเล่นด้วย เค้าจึงจำใจทำตาม ต่อมาเมื่อเค้าเริ่มร้องเรียกให้ผมเล่นด้วย ผมจะบอกก่อนเลยว่า มานั่งหลวงพ่อเทียนก่อนแล้วพี่จะเล่นด้วย เค้าก็จำใจทำเรื่อยมา เค้าก็จะทำได้ 2รอบบ้าง 3รอบบ้างในช่วงแรกๆ

ต่อมาผมเริ่มเพิ่มเงื่อนไขเพราะผมถือไพ่เหนือกว่า ถ้าไม่นั่งไม่ต้องมาเล่นด้วย ผมบอกว่าต่อไปเอาห้ารอบ เค้าก็จะต่อรองว่า อีกแล้วเหรอทำไมต้องนั่งด้วยเนี่ยไม่สนุกเลย น่าเบื่อมาก บางทีก็งอนผมบอกใจร้ายชอบบังคับ บางครั้งผมก็ยอมเค้าด้วยความทีเค้ายังเด็ก

ต่อมาผมบอกว่า 15 รอบ พอเค้านั่งจบผมบอกว่า คนเราต้องรู้จักให้มากกว่าคนที่เค้าร้องขอ ถ้าพี่ขอสิบห้าเธอต้องแถมให้เป็นสิบหกช่วงหลังผมชักได้ใจบอกเอา 20 รอบ เธอโตแล้วและต้องแถมให้สองรอบด้วย เค้าครางแล้วต่อรองว่า 19 แถมสามได้ไหม ผมทำท่าครุ่นคิดแล้วบอกว่าก็ได้

ในเวลาที่เค้ายกมือสร้างจังหวะเค้าจะหาว ผมก็บอกว่า ถ้าเรารู้สึกตัวไม่ชัดเราจะหาวนะ เธอหาวเพราะว่าเธอไม่ตั้งใจรู้สึกตัว
ผมจะคอยถามเค้าว่า รู้สึกตัวไหม รู้สึกยังไง เค้าจะตอบว่า รู้สึก ก็รู้สึกตัวไงละ เวลาที่เราไปข้างนอกด้วยกันผมจะให้เค้านั่งฝึกตลอดไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า เมืองทองธานี ร้านอาหาร โรงเรียน

มีวันนึงเรานั่งเล่นเกมด้วยกันผมเผลอทำคันบังคับหล่นจากมือไปโดนตัวเครื่องจนเกมมันค้าง เค้าพูดประโยคที่ทำให้ผมงงมากว่า "เห็นฤทธิ์ของความไม่รู้สึกตัวหรือยัง" ผมนึกในใจไอ้หมอนี่ใช้ได้แฮะ

และที่ทำให้ผมทึ่งมาก วันหนึ่งผมนั่งสร้างจังหวะอยู่ในห้อง เค้ามาเคาะห้องบอกว่าจะฝึกด้วย พาเพื่อนอายุประมาณหกขวบมาด้วยหนึ่งคน แล้วเริ่มสอนเพื่อนตัวเองต่อหน้าผม ว่านั่งยังไง หมอนี่พูดคำพูดผมแป๊ะๆเลย สอนเพื่อนว่า เคลื่อนแล้วหยุด เคลื่อนแล้วหยุดอย่างนี้นะ แล้วสอนเพื่อนต่อไปว่า ถ้าทำไปแล้วหาวแสดงว่าไม่รู้สึกตัวนะ ผมอดยิ้มไม่ได้จริงๆ เด็กสองคนนั่งข้างหน้าผม กำลังพูดเรื่องความรู้สึกตัว ตอนหกขวบคำว่ารู้สึกตัวไม่เคยออกจากปากผมเลยมั้งนี่ และผมเห็นความแตกต่างชัดเจนคนนึงฝึกรู้สึกตัวมาอีกคนหนึ่งไม่เคย ลักษณะการนั่ง ความลอกแลก ความนิ่ง มันเห็นชัดมาก

ผมแกล้งถามเจ้าหมอนี่ว่า เห็นความคิดไหม เค้าบอกว่า เห็น ผมไม่แน่ใจจึงถามว่า ตะกี้คิดเรื่องอะไร เค้านิ่งเหมือนคิดอะไรซักอย่างแล้วเค้าตอบว่าคิดเรื่องที่ครูสอนที่โรงเรียน ผมจึงแกล้งถามต่อไปว่า คิดแล้วทำยังไงเพราะยังไม่เคยสอนไปถึงช่วงให้รู้จักความคิด คำตอบเค้าทำเอาผมตะลึง เค้าบอกว่า "ก็กลับมารู้สึกตัวไง" ผมยังไม่เคยบอกให้ทำอย่างนี้เลยหมอนี่รู้ได้ยังไงเนี่ย นี่มันคำพูดของเด็กหกขวบหรือ ผมกำลังสร้างตัวอะไรขึ้นมานี่


ลองเอาไปสอนลูกหลานดูครับ ยิ่งเด็กจะยิ่งสอนง่ายมากๆ เพียงต้องอดทนและมีเทคนิคหน่อยเท่านั้น

ขอให้วันนี้สวยงามต่อไปครับ

ลำดับอารมณ์ ..... level up

ผมได้ย้อนกลับมาอ่านสิ่งที่หลวงพ่อเทียนเขียนเรื่องลำดับอารมณ์วิปัสสนาด้วยลายมือของท่านเอง มันเป็นความแตกต่างอย่างที่สุดของการสอนธรรมของหลวงพ่อเทียนกับอาจารย์กรรมฐานท่านอื่นๆที่ผมรู้จัก เพราะท่านบอกขั้นตอนแต่ละขั้นไว้อย่างชัดเจน สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นอีกคือ ผู้ที่เดินตามคำสอนของท่านจะพบสิ่งที่ท่านบอกไว้ตามลำดับขั้นตอนไม่ผิดเพี้ยนเลย และในบทความนี้ผมจะแตกรายละเอียดออกมาทั้งหมด ตามความเข้าใจที่ผมประสบพบเห็น ยกเว้นเพียงในระดับสูงสุดที่ยังไม่สามารถแจกแจงได้

นี่คือสิ่งหลวงพ่อเทียนเขียนไว้

- อาการเกิดดับ
-----------------------
- กุศลทาง กายวาจาใจ รวมกัน
- กุศลทางใจ
- กุศลทางวาจา
- กุศลทางกาย
- อกุศลทาง กายวาจาใจ รวมกัน
- อกุศลทางใจ
- อกุศลทางวาจา
- อกุศลทางกาย
-----------------------
- อวิชาสาวะ
- ภวาสาวะ
- กามาสาวะ
- ปัญญาขันธ
- สมาธิขันธ
- ศีลขันธ
-----------------------
- กรรม
- อุปาทาน
- ตัณหา
- กิเลส
-----------------------
- วิญญาณ
- สังขาร
- สัญญา
- เวทนา
- โทสะ
- โมหะ
- โลภะ
- อาการ
- ปรมัตถ์
- วัตถุ
-----------------------
- รูปนาม

................................................................................

ผมได้ทดลองเขียนเป็นแผนภาพเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ จากการฟังคำบรรยายของหลวงพ่อเทียนจากซีดี ท่านพูดแบบรวดเดียวจบ จากต้นไปหาปลาย ซึ่งหลายๆอย่างฟังแล้วไม่เข้าใจว่าท่านหมายถึงอะไร เช่นขันธสี่ ขันธสาม ขันธสอง ขันธเดียว มันมีบางอย่างที่ทับซ้อนกันตามความเข้าใจของคนที่มีความรู้จากตำรา ว่ามันอยู่ช่วงไหนระยะไหน ส่วนหนึ่งเพราะว่ามันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวจึงใช้คำพูดต่างกัน แต่ถ้าเดินตามกันมาจะเข้าใจของพวกนี้ได้เอง ผมได้เทียบเอาไว้ในแผนภาพดังข้างล่างนี้

ถ้าใครก็ตามที่ฝึกตามแนวทางหลวงพ่อเทียนอยู่ เมื่ออ่านจากแผนภาพด้านล่างนี้แล้ว ท่านจะทราบว่าการเลเวลอัพ ไม่สามารถกระโดดข้ามขั้นได้ และของพวกนี้ไม่สามารถพูดโกหกกันได้ว่ามาถึงสภาวะนั้นสภาวะนี้แล้ว เนื่องจากผู้ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าจะฟังออกทันที ว่าคุณโกหกหรือไม่ ส่วนเค้าจะตอบสนองต่อคำพูดนั้นๆอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อีกประการหนึ่งคือ ผู้สอนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าในความเป็นจริงไม่มีขั้นแบ่งอะไรทั้งนั้น อันนี้จริงในแง่การไม่ยึดติดต่อสมมต แต่ถ้าใครก็ตามที่เดินตามทางหลวงพ่อเทียน แล้วสภาวะของเค้าเปลี่ยนจากเดิมเป็นขั้นเป็นตอน คนพวกนี้จะสามารถไล่ลำดับอารมณ์ในแต่ละขั้นได้อย่างแน่นอนและมันต้องเป็นทุกคน เพราะมันมีความแตกต่างของอารมณ์วิปัสสนาในแต่ละช่วง แล้วถ้ามาเทียบกับของคนอื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันจะพบว่ามันเหมือนกันอีกด้วย แต่การจะเทียบและมองขั้นออกจะต้องเดินมาถึงที่ระดับศีลปรมัตถ์ก่อนเป็นอย่างน้อยไม่อย่างนั้นจะมองไม่ออก เพราะว่าอารมณ์ของโสดาบันกับสกิทาคามีและอนาคามีนั้นไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ที่โสดาบันคุณไม่สามารถเปรียบเทียบกับอะไรได้นอกจากปุถุชนที่ไม่ได้ฝึก ถ้าคุณอยู่ที่สกิทาคามีคุณจะเปรียบเทียบระดับได้ชัดเจนจากโสดาบันและปุถุชน ถ้าคุณอยู่ที่อนาคามีคุณจะรู้ว่าอะไรคือความต่างของสกิทาคามีโสดาบันและปุถุชน มันจะเห็นระดับอารมณ์เป็นชั้นๆอย่างนั้นเลย

และคำพูดที่ผมใช้เกี่ยวกับอริยบุคคลต่างๆนี้ มิได้มีจุดประสงค์อวดอ้าง เพียงแต่เป็นการนำคำสอนของหลวงพ่อเทียนและตำรามาเทียบเคียงกันตามความเข้าใจส่วนตัวเท่านั้น ทุกวันนี้การสอนธรรมนั้นกระจัดกระจายไปตามสายต่างๆและไร้ระบบที่ชัดเจน มันคล้ายจะพูดได้เลยว่าฝึกๆไปส่งเดชอย่าไปคาดหวังอะไร วันดีคืนดีถ้าตั้งใจจริงมันจะเกิดขึ้นเอง ผมไม่เห็นด้วยเลย




นำมาทำเป็นตารางให้ดูง่ายๆ





เทียบกับขั้นของอริยบุคคล อุปสรรค และวิธีเทคนิคผ่าน
การที่คนเราไปติดอยู่ที่ขั้นไหนนานๆ เพราะมันไม่รู้เทคนิควิธีฝึกที่ถูกต้องนั้นเอง





ขันธต่างๆ ที่ท่านเรียกชื่อเอง





ความเข้าใจที่จะเกิดในแต่ละขั้น





เมื่อนำมารวมกันจะเห็นว่า คำสอนมีการซ้อนทับกันหลายชั้น แต่ถ้าแยกอออกมาเป็นเลเยอร์จะเข้าใจได้ง่ายมาก





การไล่ลำดับอารมณ์ลักษณะนี้แตกต่างจากการไล่ลำดับตามตำรา ตัวอย่างเช่น ญาณ 16 คุณจะพบว่ามันไม่เรียงจากหนึ่งไปสอง จากสองไปสามเสมอไปในแต่ละคน แต่มันกระโดดข้ามไปข้ามมาได้(ตามความเข้าใจของตัวเอง) มันคล้ายๆกับการเก็บหน่วยกิต เก็บตัวไหนก่อนก็ได้ เก็บหมดมันก็จบหลักสูตรอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผู้บรรลุธรรมคงเดินเตะฝุ่นกันเกลื่อนกระมัง นั่นเพราะตัวหนังสือจากตำราไม่ได้สื่อถึงปรมัตถ์แต่มันสื่อถึงชื่อเรียกปรมัตถ์ เมื่อเรารู้ชื่อเรียกก่อนเราจะจับมันไปลงกับปรมัตถ์ตัวไหนก็ได้ตามความหลงผิด

การสอนของหลวงพ่อเทียนจึงเป็นอะไรที่แปลกมาก สำหรับคนที่เรียนหนังสือมาตามระบบการศึกษาอย่างผม แม้ผมรู้ว่าเค้าพูดอะไร แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร มันเป็นคำพูดง่ายๆศัพท์แสงต่างๆก็คล้ายเคยได้ยินจากตำรามาบ้าง แต่ไปเปิดหาแหล่งข้อมูลอ้างอิงจากไหนไม่สามารถเจอได้เลย ถึงเจอก็ไม่ใช่เพราะมันไม่ได้เป็น แม้แต่ตัวคำสอนของท่านเองก็ไม่บอกไว้ชัดๆว่าคืออะไร เช่น ศีลปรมัตถ์ จินตญาณ ต้นกำเนิดของความคิด วิปลาส ขันธสี่สามสองหนึ่ง

ครูผู้สอนจึงเป็นตัวสำคัญอย่างมากในการเช็คระยะความเข้าใจของศิษย์ เนื่องจากไปหาคำตอบจากที่ไหนไม่ได้ ศิษย์จึงต้องหาคำตอบจากการฝึกเท่านั้น เมื่อศิษย์ถูกถามแล้วสามารถตอบคำถามได้ จึงเป็นตัวเช็คที่ใช้ได้ตัวหนึ่ง และคำตอบนี้จะเหมือนกันกับทุกคนที่ผ่านก้าวข้ามจุดนั้นๆไปแล้ว อีกทั้งคำตอบลักษณะนี้จะโกหกไม่ได้อีกด้วย นั่นเพราะว่าทันทีที่ศิษย์ทราบคำตอบ พฤติกรรมการกระทำบางอย่างของศิษย์จะเปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งสังเกตกันได้ง่ายๆ ว่าตอบจากการจำคำใครมา คำตอบแบบนี้จึงไม่ใช่การรู้แต่ตอบจากการเป็น

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะเขียนไว้เพราะคิดว่าเนื้อหานั้นคาบเกี่ยวกัน คือ การใช้สังโยชน์เป็นตัววัดระดับความเป็นอริยบุคคล ผมไม่ทราบว่าสังโยชน์แต่ละขั้นมีอะไรบ้างเพราะไม่เคยจำได้ มีเพียงอันเดียวที่จำได้แม่นคือ อนาคามีละกามารมณ์ได้ เมื่อผมสังเกตคนอื่นที่ได้สนทนาเกี่ยวกับสภาวะธรรมให้ฟัง คนหลายคนเข้าใจว่า เมื่อไม่มีอาการโกรธเกิดขึ้นเลยหรือไม่มีความต้องการทางเพศเกิดขึ้นเลย เป็นระยะเวลานานจนถึงในขณะที่พูดนั้น ตนสามารถละสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว

สิ่งที่เคยเกิดกับผมและผมสามารถพูดยืนยันได้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย

การที่สิ่งที่เคยแล้วไม่เกิดอีกเลย เป็นอาการที่เรียกว่า ปีติ หรือคุณอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครมารบกวนกระทบกระทั่งคุณ สิ่งเหล่านี้จึงไม่แสดงตัวออกมา แต่ถ้ามีสิ่งที่กระทบคุณแบบจังจังหน้างานคุณจะรู้สึกถึงความพ่ายแพ้และความเข้าใจผิดของตัวเอง ต่อมาผมได้ค้นพบว่าวิธีการละของพวกนี้ที่ถูกต้องไม่ใช่การที่ของพวกนี้ไม่เกิดอีกเลย แต่เป็นการที่มันเกิดขึ้นตามปรกติแล้วเราสามารถเอาชนะมันได้ทุกครั้ง และเวลาในการเอาชนะเร็วขึ้นเรื่อยๆ อันนี้วัดกันเป็นวินาทีหรือเสี้ยววินาทีนะครับ ยกตัวอย่างเช่นการจะชนะกามได้ เราจะต้องพัวพันคลุกคลีอยู่กับมันจนเข้าใจตัวจริงของมัน แต่ไม่ใช่คลุกคลีแบบลงไปเสพมัน ถ้ามันไม่เกิดขึ้นจะเอาอะไรมาฝึก และมันไม่ใช่ลักษณะของการเสพกามแบบอิ่มหมีพีมันจนเบื่อแล้วมันจะเบื่อไปทั้งชีวิต การละราคะได้แบบหมดจดชนิดที่เท้าเหยียบประตูอนาคามีไม่ใช่แบบนั้น

มีช่วงที่กามเล่นงานผมอย่างหนัก เห็นผู้หญิงไม่ได้เลยไม่ว่าใครก็ตาม ผมอยากจะวิ่งไปดูดคอเหมือนผีดูดเลือด อวัยวะเพศจะแข็งตัวทันที เปิดหนังโป๊นั่งดูไป แต่ไม่ช่วยตัวเองครับใจมันแข็งกว่าความต้องการ ตอนอยุ่คนเดียวนี่ล่ะทีอันตรายที่สุดเพราะจะเสพยังไงก็ไม่มีใครรู้ แต่มันอายครับว่าจะแพ้ตัวเอง อยากดูหนังโป๊เอ้าเปิดเลย อยากดูดูไป แต่ไม่มีการช่วยตัวเองนะบอกไว้ก่อนเลย มันฝึกอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันรู้วิธีเองว่าเราผ่านตัวนี้ได้ด้วยวิธีไหน แล้วเมื่อรู้วิธีจะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของแรงขับทางเพศอีกต่อไป

เหมือนกับการที่คุณจะผ่านการรัดร้อยของขันธ์ห้า ขันธ์ห้าต้องโจมตีคุณแบบเต็มเหนี่ยวแล้วคุณสามารถทะลวงผ่านมาได้ ประสบการณ์พวกนี้มีอยู่จริงนะครับผมขอเป็นคนหนึ่งที่รับรองให้ แล้วคุณจะไม่แพ้ขันธ์ห้าอีกเลย มันไม่ใช่ว่านั่งๆนอนๆชิลๆ แล้วบอกไม่มีอะไรจะต้องทำต้องละ นี่มันเป็นคนละเรื่องกันเลยพวกนี้เจอหน้างานจอดแน่ผมมั่นใจ

การที่คุณจะผ่านตัวไหนได้ ตัวนั้นจะต้องเล่นคุณอย่างหนักหน่วงแล้วคุณสามารถชนะให้เห็นกันจะจะ ไม่ใช่เค้าไม่ได้ขึ้นสังเวียนแล้วคุณประกาศเอาเองว่าคุณชนะเพราะคู่ต่อสู้ไม่มาขึ้นชก



ขอให้วันนี้ของทุกท่านสวยงามต่อไปครับ