โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อย่าเชื่อโดยขาดการพิจารณาด้วยปัญญา เนื้อหาบางส่วนเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าบทความ ขอสงวนสิทธิในการเผยแผ่ต่อ โปรดเคารพต่อสิทธิของเจ้าของบทความ

เมื่อมีแสงจะไม่มีเงา



มุมมองของธรรมะนั้น บางคนกล่าวว่าเป็นเรื่องของความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ เป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดาๆนี่เอง หากแต่ว่าถ้าคำกล่าวเหล่านี้เป็นจริง ทำไมผู้คนจึงมิได้เข้าใจในสิ่งเดียวกัน แม้แต่บุคคลจำนวนมากที่หลงไหลคลั่งไคล้ธรรมะ ก็ยังเดินทางกระทบกระทั้งขัดแย้งกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ต่อคำถามนี้ หากได้ตัดเรื่องทิฐิมานะออกไปจะมีคำตอบเพียงหนึ่ง นั้นคือ ความจริงหรือสัจจะแห่งธรรมชาตินี้ มีระดับชั้นของมัน ผู้เข้าถึงในระดับตื้นมีจำนวนมาก ในขณะที่ผู้เข้าถึงในระดับลึกมีจำนวนน้อย ผู้ที่อยู่ในระดับตื้นจะไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้เข้าถึงในระดับลึกกล่าวออกมา และมองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ เกินธรรมชาติ แต่ในมุมมองของผู้ที่สัมผัสระดับลึก มันไม่ได้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอะไร มันเพียงหนือไปกว่าความเข้าใจของผู้ที่อยู่ในระดับตื้นเท่านั้น




เมื่อมีแสงย่อมต้องมีเงา

สิ่งเหล่านี้ถูกยอมรับโดยคนทั่วไป เพราะมันเป็นความจริงที่เห็นได้ง่ายๆดาษดื่น มันถูกผูกโยงลงกับเรื่อง ทวิคติ อันเป็นที่มาของการวางตัวตรงกลางระหว่างของคู่ และนั่นคือสาเหตุว่าทำไม ผู้ฝึกส่วนใหญ่มาไม่ได้ไกลไปกว่า ระดับเฉลี่ยที่ถกเถียงธรรมะในปัจจุบัน

เพื่อให้พวกคุณได้ตระหนักถึงบางอย่าง ผมจะเสนอมุมมองที่ฟังดูหลงตัวเอง เพราะความจริงระดับนี้อยู่เหนือสามัญสำนึกของพวกคุณ และผมเป็นเพียงมนุษย์เพี้ยนๆที่พยายามจะบอกเรื่องทีดูเหมือนจะยิ่งใหญ่เสียเหลือกิน เพียงคำพูดตัวอักษรไม่สามาถทำให้พวกคุณเข้าใจไปได้ดีเท่ากับการที่พวกคุณเข้ามาปะทะกับสิ่งนี้ด้วยตัวคุณเอง และ ณ ที่ตรงนั้น ผมพนันได้แบบหมดหน้าตักว่า คำพูดบางอย่าง การเปรียบเปรยบางอย่างจะออกมาจากสามัญสำนึกของคุณ โดยที่ไม่ได้ผ่านการลอกเลียนจากใคร มันจะเป็นสไตล์ของคุณแท้ๆ

เมื่อพวกคุณมองดูวัตถุซักอัน พวกคุณจะเห็นวัตถุนั้นได้เพราะวัตถุนั้นสะท้อนแสง และตัววัตถุนั้นเองที่ทำให้เกิดเงา ลักษณะแบบนี้ที่คนกำลังฝึกฝนทางจิตมักจะใช้อย่างกว้างขวางในการเรียนการสอน และบทสรุปของมันในทางทฤษฎีสู่การเข้าใจธรรมะอันเอกอุ คือการยอมรับว่า ธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น มีทุกข์ย่อมมีสุข เมื่อมีบวกจะมีการกลับไปลบ เมื่อมีเกิดย่อมมีดับ แน่นอนว่ามันเป็นความจริง แต่มันเป็นความจริงระดับล่าง ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยทุ่มเทฝึกอย่างหนักหน่วง เพื่อจะรู้แจ้งศิโรราบต่อความจริงที่ตื้นเขินเช่นนี้

ขอให้พวกคุณลองฟังสิ่งนี้ให้ดี
การที่พวกคุณกำลังมองบางสิ่งบางอย่างอยู่ มันจะยังมีตัวตนของคุณ ซึ่งเป็นผู้มองเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เสมอ คำว่าไม่มีตัวตนนั้นถูก แต่มันไม่ใช่ในความหมายของการมองเห็นออฟเจ็คซักอันสองอันหรือเป็นพันๆอัน แล้วบอกตัวเองว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรา แต่มันคือการที่ทั้งหมดของตัวคุณซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่พวกคุณเรียกว่าตัวเห็นได้หวนคืนสู่ความเป็นตัวตนที่แท้ของคุณ ซึ่งภาษาแบบเซนได้ สมมตคำพูดให้มันแล้วเมื่อหลายร้อยปีก่อน จิตเดิมแท้

การหวนคืนสู่ตัวตนคืออะไร แน่นอนว่าผมไม่ได้พยายามจะลากพวกคุณเข้าไปสู่ความเข้าใจตีอักขระทางปรัชญา แต่พวกเรากำลังอัดกันเรื่องประสบการณ์แบบปรมัตถ์ มันต้องเป็นบุคคลที่เข้ามาเจอตัวนี้ก่อนมันถึงพูดออกมาได้ เมื่อไหร่ที่พวกคุณตระหนักได้ว่า การนั่งเฝ้ามองของคู่ ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าการใช้ความเข้าใจโลกเพื่อปลอบใจตัวเองในสถานการณ์เลวร้ายของชีวิต พวกคุณจะพบทางเดินที่จะไปสู่บางอย่าง ที่ไม่ใช่เส้นทางอะไรเลยซักอย่างเดียว ที่พูดถึงกันตามเว็บบอร์ดหรือโปรแกรมแชท

เมื่อไหร่ที่พวกคุณเลิกนั่งตรงกลางแสงและเงา แล้วเดินทางย้อนขึ้นมาที่ต้นกำเนิดของแสง (เพราะต้นเหตุของปรากฏการณ์แสงและเงา อยู่ที่ต้นกำเนิดของแสง) การมัวไปนั่งเฝ้าดูผลของมันเป็นเพียงผู้ที่ยังติดอยู่กับปรากฏการณ์ของความจริงระดับพื้นๆ หากคุณต้องการเข้าใจสิ่งที่เหนือกว่า คุณต้องก้าวออกมาและเดินย้อนเข้าหาต้นแหล่งของเหตุการณ์

เมื่อคุณเดินย้อนมาได้ไกลพอ จนคุณได้สำเนียกว่า แสงที่โอบล้อมคุณอยู่ทุกขณะตั้งแต่คุณเดินเข้ามานั้น คือ ตัวคุณเอง ตัวคุณไม่ใช่ผู้เดิน ไม่ใช่ผู้แสวงหา ไม่ใช่ผู้ฝึก แต่ตัวคุณคือ แสงนั่น

ผมขอถามพวกคุณเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “เมื่อตัวคุณเป็นแสง เงาจะสถิตย์อยู่ได้ที่ไหน?”



หากว่า ตัวพวกคุณเองคือดวงอาทิตย์ จะมีที่ตรงไหนให้เงาแอบซ่อนอยู่ แต่หากว่าตัวคุณเป็นดาวเคราะห์เงามันก็อยู่ติดกับตัวพวกคุณนั่นเอง และนี่คือกฏธรรมชาติขั้นสูงกว่ากฏธรรมชาติพื้นๆ ธรรมชาติมันมีข้อยกเว้นให้สำหรับบางอย่าง และสำหรับคนที่เข้าไปถึงบางอย่างนั้นคนทั่วบางกลุ่มมองว่า ไม่ธรรมดา แต่บางกลุ่มเห็นตรงข้ามว่า ปัญญาอ่อนเพี้ยนหนัก แต่สำหรับคนประเภทเดียวกันแล้วมันคือ ของธรรมดา หรือ กฏแห่งสัจธรรม

ธรรมชาติของดาวฤกษ์นั้น การจะทำให้เงาของสิ่งอื่นไปทาบติดบนตัวมันนั้นย่อมทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ แม้แต่เงาของตัวมันเองก็ไม่มี ของคู่จึงถูกทำลาย พวกคุณไม่ได้กำลังอ่านผิด ผมกำลังบอกว่ามันถูกทำลายลง ไม่ใช่เพียงยืนเดินนั่งนอนอยู่ตรงกลางของแสงและเงา



พวกคุณเคยเห็นภาพถ่ายของดาวฤกษ์ที่มีเงาไปทาบแปะอยู่ไหม พวกคุณไม่สงสัยบ้างหรือทำไมเห็นมันเต็มดวงเสมอไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ซึ่งตรงกันข้ามกับดาวเคราะห์ บางทีเห็นมันเต็มดวง บางทีเห็นมันก็เป็นเสี้ยว ผมไม่ได้ชี้ให้พวกคุณพุ่งความสนใจไปที่ดาวฤกษ์ ผมกำลังจะชวนพวกคุณวิ่งไปที่แกนกลางของต้นกำเนิดของแสงทั้งหมด ที่นั่นจะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามกันอีกว่า เงาของมันก็จุดดำๆบนผิวของมันนั่นไง

การเข้าใจของพวกนี้เป็นเรื่องปัญญา มันไม่มาจาการคิดพิจารณา เราฝึกเพื่อให้เป็นและเราแตกฉานในสิ่งที่เป็นนั้น



แม้ผมจะรู้อยู่แล้วว่า บุคคลที่อ่านบล็อกนี้เป็นคนประเภทไหน แต่ผมควรสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า แสงและเงา ในบทความนี้ ผมอุปมาอุปไมยถึง บางอย่าง ไม่ใช่การฝึกแล้วเห็นแสงสว่างจ้าไปหมดทั้งตัวอะไรแบบนั้น

ขอขอบคุณทุกความเห็นของทุกคนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไว้ ณ ปลายบทความนี้ด้วย
ไม่ว่าจะปีเก่าหรือปีใหม่ ผมขอให้วันนี้ของพวกคุณสวยงามครับ